13th's profile: ll You're on 13th redm...PhotosBlogListsMore Tools Help

13th Red Moon

Windows Media Player

: ll You're on 13th redmoon ll :

this's all about your fxxktose than means for yous brain sperm., if you really need it.
Photo 1 of 20
July 18

255 : : อัจฉริยะสร้างสุข คู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและมีความสุข ., หนูดี สนิษา เรซ pt.2

บทที่ 5 : ความล้มเหลวเชิงบวก
ความล้มเหลวอาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความสำเร็จก็เป็นได้ เป็นไปได้ไหมว่า ทั้งสองสิ่งนี้คือส่วนผสมของกันและกัน ในจานสีแห่งชีวิตที่พวกเราได้รับมา
ความล้มเหลวไม่ใช่อะไรบ้าง
1. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่
 "กฎแห่งความเป็นมนุษย์"กล่าวไว้ว่า
 1. คุณจะได้เรียนรู้บทเรียนของชีวิต
 2. ในโลกนี้ไม่มีคำว่าผิดพลาด แต่จะมีเพียงบทเรียนของชีวิต
 3. บทเรียนจะถูกส่งมาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าเราจะเข้าใจมันดี
 4. ถ้าคุณไม่ยอมเรียนรู้บทเรียนง่ายๆ บทเรียนนั้นจะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ (ความเจ็บปวดเป็นวิธีหนุ่ง ที่จักรวาลใช้เรียกร้องความสนใจจากเรา )
 5. คุณจะรู้ว่าคุณเข้าใจบทเรียนัน้แล้ว เมื่อพฤติกรรมของคุณเปลี่ยนไป
 ดร.ทาล เบน ชาฮาร์กล่าวเล่นๆว่า หลักการใหญ่ๆ ของความสุขในชีวิตก็คือ เรียนรู้ที่จะล้มเหลวแล้วไม่ทุกข์นานเกินไป มองเห็นความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์ให้ได้ และถ้าจะเก่งกว่านั้น ให้ฝึกมองความล้มเหลวให้เป็นบวกให้ได้ ถ้าเราล้มแล้วยังมองเป็นเรื่องบวกได้ ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ต้องหวาดกลัว
2. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นปรากฏการณ์ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องยาวนาน เป็นเพรื่องของการวางแผนและใช้ชีวิตวันต่อวันตามแผนการนั้น ความสำเร็จจึงไม่ใช่สถานการณ์เดียวที่ตัดสินทุกอย่าง
ความล้มเหลวก็เช่นกัน ความล้มเหลวเป็นกระบวนการ เรียนรู ทดลองทำ รับผล เพียงแต่ผลบางครั้งอาจไม่ใช่ที่เราควดหัวง แต่ถ้าเรามองมันด้วยสายตาแห่งความเป็นจริง เราจะได้รูว่าเราใส่เครื่องปรุงอะไรผิดไป เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เปลี่ยนเครื่องปรุงตัวนั้น และผลครั้งต่อไปได้อย่างที่ใจเราต้องการ หากมองมุมนี้แล้ว ความล้มเหลวและความสำเร็จอาจไม่ใช่ตัวแปรในสมการคนละชุด แต่เป็นตัวแปรตามกันและกันอย่างที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงก็ได้
3. คนมักคิดว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เห็นตรงกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
คำว่าล้มเหลว มีคนๆเดียวที่จะนำไปแปะที่เหตุการณ์หนึ่งๆในชีวิจเราได้ คนๆนั้นก็คือตัวเรา ทัศนคติของเรากับความล้มเหลวเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเราที่ชัดเจนที่สุด นักวิจัยพบว่า นักธุรกิจหน้าใหม่จะพลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 ครั้ง ก่อนที่ธุรกิจนั้นจะเริ่มทำเงินและประสบความสำเร็จ ทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่ยอมแพ้สักที เป็นไปได้ไหมว่าเขามองภาพใหญ่ และมองขาดว่าการก้าวไปข้างหน้าสามก้าว และถูกผลักให้ถอยหลังมาสองก้าว พอหักลบกลบกันแล้วก็ยังเท่ากับเดินหน้าหนึ่งก้าวอยู่ดี ผลก็คือคนเหล่านี้ยังประสบความสำเร็จมากกว่ามาตรฐานคนทั่วๆไป ในที่สุดอยู่นั่นเอง
4. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นศัตรู แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ริค พิททิโน กว่าวไว้ว่า "ความล้มเหลวเป็นสิ่งดี เป็นปุ๋ย เพราะทุกสิ่งที่ผมได้เรียนมาเกี่ยวกับการเป็นโค้ช ผมเรียนรู้ผ่านความผิดพลาด" ผู้ที่เห็นความล้มเหลวเป็นศัตรูมักจะตกเป็นรองคนที่เห็นตรงข้าม เฮอร์เบิร์ต บร็อคนาว กล่าวไว้ว่า "คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลย ต้องเป็นฝ่ายรับคำสั่งจากคนที่เคยทำผิดพลาดมาก่อน" และเมื่อเราอนุญาตตัวเองที่จะล้มเหลวได้ ก็เท่ากับเราอนุญาตตัวเองที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
5. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
หากเรามองชีวิตทีละประเด็น มองเป็นเรื่องย่อยๆ หลายๆเรื่องมาประกอบกัน เราก็คงเห็นเป็นภาพเล็กๆ พอเราทำอะไรผิดพลาดไปหน่อยก็แทบตาย เพราะคิดว่าความผิดพลาดครั้งนี้คิอที่สุดของที่สุดแล้ว แต่ถ้าเรามองชีวิตเป็นภาพใหญ่ เราจะไม่คิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ เพราะเรารู้ดีว่าอนาคตยังอีกไกล ยังมีหลายเรื่องที่เราลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อีกมาห คนเทกซัสพูดว่า"ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำนมหกไปกี่แกลลอนแล้ว สิ่งสำคัญอยู่ที่แม่วัวของคุณยังมีชีวิตอยู่" อย่ามองภาพเล็ก เราเลือกที่จะร้องไห้กับนมที่เราทำหกลงพื้นดินไปแล้วก็ได้ แต่มันคงไม่มีประโยชน์มากนัก สู้หันไปมองภาพใหญ่ดีกว่า ว่าแม่วัวทั้งตัวยังยืนอยู่ข้างๆ หันไปรีดเพิ่ม จะเป็นการใช้พลังงานที่ฉลาดกว่าเยอะเลย
6. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิต แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
มนุษย์เรามีศักยภาพสูงมากในการกลับหลังหันเปลี่ยนแปลงตัวเองร้อยแปดสิบองศาแบบที่สัตว์ชนิดอื่นยากจะลอกเลียนแบบ หากองคุลิมาลซึ่งก็เป็นมนุษย์ไม่ต่างกับพวกเราทำได้เมื่อสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่พวกเราจะทำไม่ได้ในพ.ศ.นี้เช่นกัน
7. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นบทสรุปสุดท้าย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยทำผิดพลาดแม้ปต่เรื่องเดียว ยกเว้นว่าคุณจะใช้ชีวิตด้วยความระวังถึงขีดสุด ซึ่งนั่นก็แทบไม่ต่างจากการไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เลย และในกรณีนั้นก็ต้องถือว่าคุณได้"ล้มเหลว"ไปแล้วโดยปริยาย ความรู้ที่ว่าคุณจะสามารถผุดกลับมาพร้อมกับฉลาดขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น หลังจากความล้มเหลวนั้นช่วยให้คุณมั่นใจในศักยภาพในการเอาชีวิตรอดของตัวเองเป็นอย่างดี เพราะคุณไม่มีวันที่จะรู้จักตัวเองและกระชับความสัมพันธภาพกับคนรอบตัวอย่างถ่องแท้ จนกว่าจะถูกทดสอบด้วยความยากลำบากและความล้มเหลว ชีวิตเป็นสิ่งที่ยากลำบาก เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อน และเป็นสิ่งที่อยู่นกเหนือความควบคุมของมนุษย์คนใดๆ โดยสิ้นเชิง และความสามารถที่จะเข้าใจในสิ่งนี้ได้จะช่วยให้คุณมีชีวิตรอดเป็นอย่างดีท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์
The Clock of life is wound but once
and no man has the power
to tell just when the hands will stop
at late or early hour.
Now is the time you own.
Live, love and toil with a will.
Place no faith in time
For the clock may soon be still...
 
บทที่ 6 : ก่อนรักใครให้รักตัวเอง
คนรักตัวเอง คือคนที่ไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ ความบาดเจ็บ ความทรมานของตัวเอง แต่จะพยายามทุกวิถีทางที่จะเยียวยาตัวเองให้ดีที่สุด ในขณะเดียวกันคนรักตัวเองก็จะมีความเข้าใจตัวเองสูงมากว่า อะไรที่ทำให้เขามีความสุข และเขาจะเลือกทำงาน เลือกงานอดิเรกที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเขาอย่างแท้จริง คนรักตัวเองจะไม่บ่นว่าเกลียดงาน จะไม่บ่นเบื่อเซ็ง เขาดูแลร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แถมยังเข้าใจคนรอบตัวเป็นอันดี ใครๆก็อยากคุยอยากนั่งเล่นกับเขา เพราะคนคนนี้มักได้รับคำนิยามจากเพื่อนๆว่าเป็นคนใจดีน่ารัก
ความสุขของเราคือของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้แก่โลกได้ เพราะถ้าเราไม่มีความสุขแล้ว เราก็คงทำให้ใครๆมีความสุขได้ยาก ถึงทำได้ก็เป็นความสุขจอมปลอมที่หลอกตัวเองไปวันๆ และบทสรุปสุดท้ายของชีวิตก็คงไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครเท่าไร หน้าที่ของเราต่อโลกใบนี้ก็ชัดเจนว่าคือการเฝ้ามองชีวิตของเราอย่างลึกซึ้งแล้วสม่ำเสมอ ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข มีความตื่นเต้นที่จะมีชีวิตอยู่ คนชนิดไหนที่เมื่ออยู่ใกล้ๆ แล้วจะดึงเอาส่วนดีที่สุดของเราออกมา และเราก็ดึงส่วนที่ดีที่วุดของเขาออกมาเช่นกัน อะไรคิอความทุกข์ลึกๆ ที่เรากลัวมาตลอด และเราจะเปลี่ยนแปรความทุกข์นี้ให้เป็นความเข้าใจและความสุขได้อย่างไร นี่เป็นโจทย์ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องเจอ หากว่าเขามีโอกาสได้เกิมาเป็นมนุษย์สักครั้ง ไม่ว่าเขาจะรวย จน เก่ง ดัง แค่ไหนก็ตาม
 
บทที่ 7 : พกสมองไปออกเดต
ความเชื่อผิดๆ กับความเป็นจริงเรื่องรัก
1. ขอแค่คนๆนั้นโผล่มา ชีวิตฉันก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่ความจริงคือ การมีคู่ถือเป็นงานที่หนักมากทีเดียว และงานจริงๆ จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราตกลงเป็นแฟนกัยคนในฝันขอเรานั่นเอง คล้ายกับเมื่อเราพยายามมองหางานในฝันและลงมือสมัครแล้วสมัครอีก จนในที่สุดก็ได้เรียกไปสัมภาษณ์แบะก็ได้านนั้นในตอนจบ มีใครคิดบ้างไหมว่า "โอโฮ้ ดีจังเลย ฉันได้ตำแหน่งในฝันของฉันแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปฉํนก็ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว" คงไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน ในเรื่องความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นเดียวกัน งานหนักเริ่มต้นในวันที่เราคิดจะเริ่มชีวิตคู๋นั้นเอง
2. คบนานไปก็เบื่อกัน หรือรักเติบโตขึ้นทุกวัน
"อยู่ร่วมกันด้วยการทำอะไรๆร่วมกัน" คือการใช้เวลาด้วยกัน ด้วยการทำอะไรร่วมกัน เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆของคู่รักมือโปรแทบทุกคู่ การอยู่ด้วยกันเฉยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ช่วยให้รักหวานชื่นขึ้นมา แต่การมีกิจกรรมดีๆ สนุกๆ ที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับทั้งคู่เป็นตัวแปรช่วยให้ความรักยืนยงได้ดี สังเกตว่าหัวใจหลักนั้นคือ การมีความสนใจและเป้าหมายชีวิตร่วมกีน การใช้เวลาอย่างมีคุณค่าช่วยให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแทนที่จะอยู่นานยิ่งเบื่อ กลายเป็นรักเติบโตขึ้นทุกวัน
3. ทะเลาะแปลว่าจะเลิกกัน
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ทะเลาะกันไหม แต่อยู่ที่"อัตราการทะเลาะอยู่ที่เท่าไหร่" เพราะเมื่อศึกษาคู่รักที่สุขภาพจิตดีและมีความสุขในชีวิตรัก พบว่าพวกเขาจะพูดคุยกันดีๆ อะลุ่มอล่วยเข้าอกเข้าใจกันประมาณห้าครั้งต่อการทะเลาะกันหนึ่งครั้ง พูดง่ายๆว่าอัตราส่วนการทะเลาะต่ำมาก เมื่อเทียบกับคู่ที่ไม่มีความสุขหรือคู่ที่กำลังจะเลิกกัน พบว่าพวกเขาพูดจากันไม่ดี และเปอร์เซนต์การพูดจาให้กำลังใจ การพูดเพราะๆนั้นแทบไม่มีเลย
การทะเลาะกันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และไม่ได้หมายถึงการจบความสัมพันธ์เสมอไป หากเราเรียนรู้การทะเลาะอย่างสร้างสรรค์ เราก็จะไม่ต้องอดทนกับเรื่องไร้สาระ และหา"จุดพอใจร่วม"ได้โดยไม่ต้องมีใครเก็บกดอีกต่อไป
 
พกสมองเพื่อมองหาแฟน
1. หาคนร่วมประเมิน .,หากมองคนเดียว โอกาสพลาดก็มีสูง แต่โอกาสที่คนสิบคนจะมองพลาดพร้อมๆกันนั้นเป็นไปได้ยากกว่า แม้จะมีโอกาสเป็นไปได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อออกเดตอย่าพึ่งสมองของเราคนเดียว ให้ฟังคำเตือนจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัวด้วย
2. ใช้สถานการณ์เข้าช่วย .,รู้จักกันนานๆ ผ่านสถาณการณ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะสถานการณ์ที่คับขัน อย่าปิดตาแล้วมองเขาแค่ในสภาพแวดล้อมเดียวและยิ่งทิ้งเวลามองนานเท่าไร ก็ยิ่งเห็นเขาในสถานการณ์หลากหลายมากขึ้น
 
บทที่ 8 : สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ
เรามีตัวเลือกวิธีใช้ชีวิตง่ายๆแค่สองแบบเท่านั้น คือ หนึ่งใช้ชีวิตเหมือนกับว่าทุกเรื่องในโลกเป็นเรื่องื้นๆ ธรรมดาๆไม่มีอะไรพิเศษหรือน่าสนใจ หรือว่าสอง ใช้ชีวิตเหมือนกับว่าทุกเรื่องทุกสิ่งในโลกนี้ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และแม้แต่เรื่องธรรมดาที่สุดก็เป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ของจักรวาลที่กำลังแสดงตัวอยู่ตรงหน้าเราทุกวินาที ขอเพียงเรามีเวลาสังเกตจนเข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่านั้นเอง
 
วิถีคือเป้าหมาย .,คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับเป้าหมาย แต่หลงลืมไปว่าเวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตอยู่ที่วิถีในการไปถึงเป้าหมายนั้น ดังนั้นการกลับมาปรับวิถีให้เรามีความสุขขึ้นในระหว่างทาง ทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี แต่เป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่
"ปาฏิหารย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ ปาฏิหารย์ไม่ใช่การบินได้บนอากาศ แต่ปาฏิหารย์คือการเดินอยู่บนพื้นดิน และมีความสุขในทุกย่างก้าว"
 
เคล็ดลับความสุขง่ายๆ นั้นไม่มาก.. ไม่ยาก
แค่รู้ในสิ่งที่ต้องการ รับในสิ่งที่ใช่
ไขว่คว้ามนสิ่งที่คิดแล้วว่าเหมาะสม
และปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ใช่หรือเกินจำเป็น
ฟังดูเหมือนง่าย เหมือนธรรมดา
ไม่มากและไม่ยาก แต่สิ่งธรรมดา
คือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ
 
จบ...
 
หนังสือคุณหนูดี.. ถ้ามองผ่านๆ จากความรู้สึก มันเป็นหนังสือที่จัดเลย์เอาท์ได้ดูวุ่นวายสม่ำเสมอทุกเล่ม --*--
แต่จากคำพูด บทบรรยาย และความเจตนาดี คงถูกบันทึกลงอย่าอย่าสมบุรณ์ หรือมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทำให้พออ่านจริงๆ จึงเป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านไปเหมือนมีคนมาพูดมาคุยใส่หู โดยไม่ได้เอ่บทบรรยาเชิงศาสนาแนวปาฏิหารย์ จนเบื่อจะอ่าน แต่ก็มีแฝงไว้บ้างอย่างมีเหตุผลและจังหวะสมควรพอดี
 
เป็นหนังสือที่.. (คาดว่า)ได้รับประโยชน์ และดีใจที่ได้อ่าน
ขอบคุณคุณหนูดีที่เขียนขึ้นมา
ขอบคุณคำว่าอัจฉริยะที่แปะอยู่บนหน้าปก
ขอบคุณสุพิชฌาย์ที่มันอ่านแล้วทำให้รู้สึกเป็นเทรนด์อยากอ่านตาม
 
 
นอนกันเหอะ.. เนอะ
June 29

254 : : อัจฉริยะสร้างสุข คู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและมีความสุข ., หนูดี สนิษา เรซ

อัจฉริยะสร้างสุข คู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและมีความสุข . ,คุณหนูดี วนิษา เรซ
 
บทที่ 1 : เปิดประตูเข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์แห่งความสุข
เมื่อปี 2545 นักวิจับกลุ่ม ดร.เซลิกแมนและดร.ไดเนอร์ ได้ไปสัมภาษณ์และสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด กลับพบว่าคนกลุ่มนี้(คนที่มีความสุข สดชื่น แจ่มใส เป็นพิเศษในสังคม) ก็มีเรื่องให้กลุ้มใจ เช่น เรื่องอกหักรักร้าว สอบตก ไม่ได้รับเงินเดือนขึ้น พ่อแม่เสียชีวิต หย่าร้าง ด้วยอัตราที่เท่าๆกับคนทั่วไป พูดง่ายๆ ก็คือ เขาไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายกว่าพวกเราเลย แต่อะไรกันที่ทำให้เขามีความสุขกว่า งานวิจัยพบว่า มีสองปัจจัยที่ทำให้พวกเขามีความพิเศษ
 
หนึ่ง คือ "วิธีตีความปัญหา" พวกเขามีวิธีตีความที่เป็นเชิงบวกกว่า เช่นมักถามตัวเองว่า เกิดเรื่องร้ายๆ แต่เราได้เรียนรู้อะไรดีๆ บ้าง
สอง พวกเขามีช่วงเวลา "พลิกฟื้นเยียวยา"ที่เร็วมาก เช่นสมมติว่าคนทั่วๆไป อกหักมักจะใช้เวลาประมาณสามเดือนกว่าจะหายเจ็บ แต่คนกลุ่มนี้อาจใช้เวลาไม่ถึงเดือน
พวกเขาเยียวยาตัวเองได้เร็วมาก ดังนั้นเรื่องของสุขภาพใจ เมื่อเกิดเรื่องกระทบกระเทือนใจ คนที่สุขภาพใจโดยรวมแข็งแรงเท่าไร ก็หายเจ็บเร็วเท่านั้น
 
ได้ฟังอย่างนี้ก็มีความหวัง เพราะไม่ได้มีใครในโลกมีชีวิตที่ง่ายกว่าใคร แต่วิธีมองโลกและวิธีเยียวยาตัวเองเมื่อเกิดปัญหาต่างหาก เป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นคนที่มีความสุขเป็นพิเศษในสังคม
ปัญหาของโลกนี้ไม่ได้อยู่ที่เรามีข้อมูลไม่พอ แต่อยู่ที่เราเลือกใช้ข้อมูลที่จะดับทุกข์ให้เราได้ไม่ตรงจุด ทำให้เกิดปัญหามากมาย คนเก่งหรือไม่ เราไม่ได้ดูว่าเขาจำและตอบคำถามได้ดีแค่ไหน แต่เราจะดูที่เขา"ตั้งคำถาม" เป็นไหมต่างหาก ท่องจำใครๆ ก็ทำได้ แต่จะคิดตั้งคำถามให้นอกกรอบ ให้เส้นทางการเดินไปหาคำตอบไม่หลงทางนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้
 
คำถามที่สำคัญที่สุดบนเว้นทางสร้างสรรค์ความสุขน่าจะเป็นว่า
 
ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ตัวเรา ครอบครัวของเรา สังคมของเรา และโลกของเรามีความสุขขึ้นได้ แม้อีกเพียงสักนิดก็ยังดี

บทที่ 2 : ภารกิจลับสุดยอดของสมอง
สมองถูกสร้างมาเพื่อ การเอาชีวิตรอด และภารกิจสำคัญของสมองในการเอาชีวิตรอดนั้นต้องเกี่ยวพันกับอารมณ์รุนแรงหลายชนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลักๆ คือ อารมณ์กลัว และ อารมณ์โกรธ สมองเราจึงคิดเรื่องลบและเรื่องร้ายอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ และสมองจะเลือกจำเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ บาดเจ็บ ทรมาน และต้องจำให้แม่น เพื่อไม่ให้เราทำผิดซ้ำๆ ด้วยการเดินเข้าหาอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด
 
ในเวลาที่เราทุกข์ หดหู่ สิ้นหวัง จนไม่อยากพูดกับใคร ไม่มีแรง อยากขังตัวเองไว้ในห้อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นวิธีที่สอง"ตัดระบบจ่ายพลังงานสำรอง"ที่ส่งมาให้เรา เพื่อบอกเรากลายๆว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ได้ผลดี หยุดสักพักแล้วค่อยหาอะไรที่ดีกว่านี้ เข้าท่ากว่านี้ทำดีกว่า
 
หากใครใช้"ความทุกข์"เป็น เขาก็จะอยู่นิ่งๆกับตัวเอง หยุดยั้งโปรเจ็กต์ต่างๆ ชั่วคราวเพื่อให้สมองและร่างกายมีเวลาได้หยุดพัก เพื่อตรึกตรองในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไป และเมื่อพลังงานค่อยๆเริ่มถูกจ่ายกลับมาแล้ว คนส่วนใหญ่พบว่า เขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและปัญหาของเขาที่ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น เรียกว่ามีเวลา"ตกตะกอน"ทางความคิด และกลับเข้าสู่สังคมอย่างพร้อมมากขึ้นกว่าเดิม
 
ถ้าเราใช้ความทุกข์ไม่เป็น ระบบจ่ายพลังงานกลับมาแต่เรายังไม่ยอมเลิกคิดถึงความทุกข์ สมองจะเริ่มกัดกินความทุกข์เป็นอาหารจนติดเป็นนิสัย และคราวนี้ไม่ต้องมีเรื่องจริงเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่เราก็พร้อมจะนำทุกข์ก้อนเดิมออกมากัดกินได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดสิ้น วิธีป้องกันที่ใช้ได้ผลคือ ทันทีที่เราเริ่มมีแรง ให้หาอะไรทำ อะไรก็ได้ที่ต้องมีการขยับร่างกาย หัวใจหลักอยู่ที่การทำอะไรก็ได้ที่สร้างสรรค์และทำให้สมองไม่ว่างไปคิดถึงเรื่องทุกข์ เมื่อทำไปสักพัก สมองเราจะตัดจากวงจรทุกข์เข้าสู่วงจรสร้างสรรค์เอง และคราวนี้เราจะค่อยๆถูกปล่อยออกจากแดนสนธยาที่เรียกว่า ภาวะซึมเศร้า เข้าสู่โลกแห่งความสุขรื่นเริงเบิกบานอีกครั้งหนึ่ง
 
มนุษย์มีสมองส่วนหน้าที่ทำงานได้ซับซ้อนกว่าใคร ส่งผลให้เราคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ วางแผนงานได้อย่างที่สัตว์ประเภทอื่นๆ ไม่อาจเทียบได้ แต่ราคาแพงๆ ที่เราต้องจ่ายให้กับความฉลากที่เราแสนจะภูมิใจหนักหนานี้ คือความทุกข์กังวลใจทั้งหมดที่เราเคยได้สัมผัสมา และจะต้องประสบไปอีกตลอดชีวิต
 
เรามีจินตนาการด้านดีที่ใช้สร้างสรรค์ แต่ก็มีจินตนาการเรื่องร้าย ที่ทำให้เรารู้จักป้องกันหายนะภัยให้พ้นจากชีวิต ปัญหาของจินตนาการคือ เราไม่รู้ว่าจะหยุดใช้เขาเมื่อไร ชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่จึงเหมือนตกอยู่ในคำสาป คือ ถูกจองจำอยู่ในโลกของจินตนาการอันน่ากลัว เช่น ฉันจะล้มละลาย ฉันจะโดนทิ้ง ฉันจะไม่มีเพื่อน
 
อมิกดาลา อวัยวะที่แอบซ่อนตัวอยู่ในสมอง ไม่มีหน้าที่"คิด" และไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย นอกจากถามคำถามเดียวซ้ำๆ ตลอดเวลา คือ "เจ้าสมองก้อนนี้จะยังมีชีวิตรอดปลอดภัยดีหรือไม่ในสถานการณ์นี้ในสถานที่แห่งนี้" และเมื่ออมิกดาลาทำงานร่วมกับระบบซิมพาเทติก(ทำหน้าที่เพิ่มพลังงานให้เรา และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้) และระบบ พาราซิมพาเทติก (ตัดพลังงาน ทำให้เราพร้อมจะหลบนิ่ง ) ในภาวะฉุกเฉิน เพื่อทำให้เรารอดชีวิตในสถานการณ์คับขัน และทำงานโดยที่สมองส่วนคิดของเราไม่ต้องสั่งการใดๆเลย หรือพูดอีกแบบว่า เมื่อสมองส่วนคิดสั่งงานไม่ทัน สองระบบนี้จะตัดสินใจแทนเรา
 
และสมองส่วนปกป้องความอยู่รอดของเรานั้น ทำงานอย่างง่ายดายไม่ซับซ้อน ในขณะที่สมองส่วนที่ใช้คิดคำนวณนั้นทำงานซับซ้อนและใช้เวลาประมวลผลนานมาก(ในเชิงการทำงานของสมอง) ดังนั้นหากสิ่งใดคุกคามและเป็นศํตรู สมองเราจะสั่งการแค่สู้หรือหนี พูดง่ายๆว่า ในเวลาฉุกเฉินที่เรากลัวหรือโมโหขาดสตินั้นเราจะตอบโต้รุนแรงกันจนกว่าอารมณ์จะสงบ จึงจะคิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร หลายครั้งเราจึงทำร้ายคนที่เรารักโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะสมองของเราสั่งการอย่างรวดเร็วในสภาวะฉุกเฉิน กว่าสมองส่วนคิดจะตามทัน เราก็ลงมือไปแล้วโดยไม่เจตนา
การฝึกควบคุมลมหายใจ ฝึกสติสำหรับเตรียมไว้รับมือเวลาโกรธมาก หรือกลัวมากจนแทบเสียสตินั้นจึงจำเป็น เพราะหากปล่อยจนอารมณ์หลุดไปสุดขั้วโดยไม่เคยฝึกคุม ถึงเวลานั้นพระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะระบบป้องกันตัวเราเองนั้นรุนแรงจริงๆ
 
ในเมื่อเรารู้แล้วว่า สมองของเราถูกบงการด้วยอารมณ์กลัวและโกรธอันรุนแรง ดังนั้น การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับอมิกดาลาและสมองส่วนควบคุมอารมณ์ คือการเข้าใจและยอมรับอารมณ์เหล่านี้ว่าเป็นธรรมชาติ และค่อยๆ ดูแลตัวเองให้อยู่ในภาวะสงบ สบาย เยือกเย็น ให้ได้มากที่สุดและบ่อนที่สุดเท่าที่จะทำได้
วิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย สบายๆ แต่ท้าทายการใช้ฝีมือของตัวเอง ได้ทำงานที่เราถือง่าคุ้มค่าเวลาในชีวิต ได้มีคนรอบตัวที่เราไว้วางใจและสบายใจที่จะอยู่ใกล้ๆ รู้สึกปลอดภัยเสมอๆ ไม่ต้องหวาดกลัว ไม่ต้องโกรธเกรี้ยว เป็นวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสมองมากที่สุด
 
บทที่ 3 : เชื่อไหมความสุขทำให้คนฉลาดได้
เมื่อความทุกข์ทำลายสมอง ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเช่น คอร์ติซอลนั้น เมื่อหลั่งออกมาบ่อยๆ เป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลายาวนานแล้ว มีผลทำให้เซลล์และเส้นใยสมองถูกทำลายจนเสื่อมคุณภาพ และยิ่งเกิดขึ้นยาวนานเท่าไร การทำลายล้างก็ยิ่งกินวงกว้างและมีผลถาวรขึ้นเท่านั้น และส่วนของเซลล์สมองที่ถูกพุ่งเป้าไปทำร้ายโดยฮอร์โมนนี้มีส่วนของฮิปโปแคมปัส ซึ่งทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวที่เราเรียนรู้ในระหว่างวันลงสู่ความทรงจำระยะยาวในเวลที่เรานอนหลับ ดังนั้นหากเซลล์นี้ถูกทำลายก็ทำใจได้เลยว่าจะเป็นคนจำอะไรไม่ค่อยได้ ลืมหน้าลืมหลัง
 
ถ้าอยากเป็นคนความจำดี จำแม่น เรียนอะไร ฟังอะไรครั้งเดียวก็จำได้ เราต้องใกโดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเห็นภัยร้ายของการมีความทุกข์สะสมต่อเนื่องเป็เวลายาวนาน เห็นภัยของการกอดทุกข์ ภัยของความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่ไม่ยอมให้อภัยใคร
 
แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น ความเครียดและความทุกข์ระยะสั้น อาจให้ผลตรงกันข้าม คือทำให้สมองทำงานได้ดี เช่นความเครียดอ่อนๆ ในช่วงก่อนสอบยิ่งทำให้เราอ่านหนังสือได้ดีขึ้น จำได้แม่นขึ้น เพราะสารเคมีที่หลั่งออกมาสำหรับความเครียดระยะสั้นที่ชื่อว่า "อะดรีนาลีน"นั้น เป็นคนละตัวกับฮอร์โมนความเครียดระยะยาว แม้อะดรีนาลินจะไม่ใช่สารบำรุง แต่ในระยะสั้นก็ข่วยกระตุ้นให้เราทำงานได้เสร็จเร็วขึ้น  ไม่ดี แต่ก็ไม่ร้าย มีไว้ใช้ชั่วคราวเวลาฉุกเฉิน
 
และเมื่อความทุกข์ทำให้เราฉลาดน้อยลง แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญอารมณ์คือ "ความสุข" ก็สามารถบำรุงหล่อเลี้องเราให้ฉลาดขึ้นได้เช่นกัน
 
ยิ่งเราอารมณ์ดี มีความสุขนานเท่าไร เราก็ยิ่งมีเส้นใยดีที่ช่วยส่งผ่าน"ข้อมูลความสุข"มากขึ้นเท่านั้น สารอารมณ์ดีเหล่านี้ทำให้สมองโล่ง ตื่นตัว พร้อมทำงาน สารเอนดอร์ฟินเป็นสาวรที่หลั่งออกมาในสมองเมื่อเรามีความสุข ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ดี มีกำลังใจในการรับข้อมูลใหม่ๆ ส่วนสารโดพามีนเป็นสารที่หลั่งออกมาเมื่อเรามีความสุขแบบปลื้มใจ ภูมิใจในตัวเองเช่นกัน แต่โดพามีนิเศษตรงที่เป็น"สารแห่งความจำ" ช่วยให้เราจำข้อมูลต่างๆ ได้ดี และเซโรโทนินก็เป็นสารแห่งอารมณ์สุขที่ส่งผลให้เรารู้สึกสบายใจ มีความหวัง มีความรู้สึกปลอดภัย  และสารความสุขในสมองทุกตัวช่วยให้เราเรียนรู้ได้ดี ได้เร็ว จดจำสิ่งต่างๆได้อย่างมีคุณภาพ
 
ยิ่งเราอารมณ์ดีบ่อย เราก็ยิ่งอารมณ์ดีง่าย และยิ่งเราอารมณ์เสียบ่อย เราก็บิ่งอารมณ์เสียง่าย เพราะยิ่งเราทำพฤติกรรมใดบ่อย สมองเราก็ยิ่งสร้างเส้นใยสมองในเรื่องนั้นๆ ออกมาเยอะ ทำให้เราทำเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อๆไป เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเป็นคนอารมณ์ดี ต้องฝึกอารมณ์ดีบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย
และในตัวแปรทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่นอาหารการกิน ปริมาณการออกกำลังกาย การทำงานหนัก หรือการทำงานอย่างเคร่งเครียดหรือสบายใจ การมีเพื่อนเยอะหรือน้อย การนอนดึกหรือนอนแต่หัวค่ำ และการมองโลกในเชิงบวกนั้น สิ่งที่มีผลต่อความยืนยาวของอายุที่สุดคือ ทัศนคติเชิงบวกดังนั้นการคิดลบมีผลร้ายไม่เพียงแต่สำหรับความฉลาดเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและความมีอายุยืนยาวของเราด้วย ส่วความคิดยวกเป็นวิตามินชีวิตเพื่ออายุที่ยืนยาวและสดใส ที่เราเติมตัวเองได้ทุกๆวัน
 
คนมักให้คะแนนการมองโลกแง่ดีสูงมาก แบะก็มีอีกหลายคนที่คิดว่าการมองโลกแง่ดีคือการมองโลกให้ดีกว่าที่เป็นจริง ทำให้มีโอกาสถูกหลอกหรือมีโอกาสประเมิณสถานการณ์ผิดพลาดได้สูงกว่าคนมองโลกแง่ร้าย นักวิจัยพบว่า คนที่มองโลกแง่ดีเกินไปนั้นก็เป็นอาการหนึ่งของโรคจิตเภท คือการไม่ยอมรับความจริง แต่นักวิจัยก็พบอีกว่าการมองโลกแง่ดีท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ช่วยให้คนสามารถเอาชนะสถานการณ์นั้นได้ เพราะลำพังความคิดบวกหรือลบไม่ใช่ตัวกำหนดอายุเฉลี่ยใคร แต่ความคิดกำหนดพฤติกรรมได้ เพราะคนที่คิดลบจะรู้สึกสิ้นหวัง ขาดความตื่นตัวและกระตือรือร้น จนอาจพลาดโอกาสอันดีงามไปได้
 
คนเก่ง คนฉลาดที่มีความรับผิดชอบสูง มักจะตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียด วิตกกังวล และการมองโลกแง่ร้าย ไม่ใช่เพราะเขาอยาเกเป็นคนไม่มีความสุข แต่เพราะการมองโลกแง่ดีมีราคาที่ต้องแลก การมองโลกแง่ดีอาจทำให้เราไม่ทันระวังตัว และไม่เตรียมตัวป้องกันภาวะฉุกเฉินต่างๆ ไม่คิดว่าโลกนี้จะมีอันตราย ไม่คิดว่าจะมีใครมาทำร้ายเรา ดังนั้นคนที่ชอบความปลอดภัยจึงเลือกที่จะมองโลกแง่ร้ายไว้ก่อน จะได้คิดป้องกันอันตรายได้ทัน
 
การมองโลกแง่ดีเกินไปอาจทำให้เราทุกข์ได้ด้วย เพราะจะทำให้เรามีความคาดหวังในทางบวกมากเกินไป แลเมื่อความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ ผลออกมาร้ายกว่าที่คิด คราวนี้เราจะตกอยู่ในควาวมทุกข์มหาศาล และคิดว่า "ไม่น่ามองโกลในแง่ดีเกินไปเลย"
 
แต่การมองโลกทั้งสองแบบก็ยังคงไม่ได้มองโลกบนพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งคู่ และทั้งสองทางก็มีโอกาสพลาดทั้งคู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปนอกจากสองตัวเลือกที่มีคือ "มองโลกแง่ร้าย" และ "มองโลกแง่ดี" แล้ว เรายังมีตัวเลือกอีกทางสำหรับคนเดินสายกลาง คือเห็นโลกอย่างที่เป็น ไม่ดีไม่ร้าย
 
การมองโลกในแง่ที่เป็นจริงคือ การพิจารณาทั้งแง่บวกและลบของสถานการณ์และของคนที่เราต้องไปเกี่ยวข้อองด้วย เพื่อให้เราตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความหัวงในทางที่ดี ยังคงเชื่อมั้นว่าจะมีสิงดีๆ เกิดขึ้นในอนาคต แต่หากไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ไม่ได้ตกอกตกใจเพราะความคาดหวังทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมาตั้งแต่ต้นแล้ว
 
ดังนั้นทั้งคนฉลาด และคนมีความสุขคือ คนเดียวกัน คนที่มีความสุขสมองจะชุ่มฉ่ำไปด้วยสารดีๆ หล่อเลี้ยงและบำรุงสมองอยู่เสมอ อยู่ในสภาวะสดใส เรียนรู้อะไรก็รวดเร็ว และคนที่ฉลาดอย่างแท้จริงจะไม่ละเลยที่จะดูแลความสุขของตัวเอง เพราะรู้ดีว่าภาวะนี้เท่านั้นที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ที่เราเป็นเจ้าของมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ยังไม่แสดงตัวออกมาเพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อเท่านั้นเอง คนฉลาดย่อมรู้ว่าเขามีหน้าที่ดูแลชีวิตให้เป็นสุขเสทอ และคนที่มีความสุขนั้นจะมีต้นทุนทางสมองสูงพอที่จะนำไปพัฒนาเป็นความฉลาดได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเมื่อสองสิ่งมาบรรจบกันพอดี เราจึงได้ข้อสรุปแสนง่ายว่า แท้จริงคนมีความสุขคือคนฉลาดนั้นเอง
 
บทที่ 4 : เราฝึกสมองให้สุขได้ไม่ต่างจากการบริหารร่างกาย
สมองก็เหมือนร่างกายตรงที่ว่า อะไรที่เราฝึกบ่อน ทำบ่อยก็จะทำให้เราทำสิ่งนั้นง่ายขึ้น เก่งขึ้น ถ้าเราอยากให้ร่างกายแข็งแรง เราก็ไปเล่นกีฬาออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ แต่ถ้าเราอยากมีความสุข เราก็ต้องฝึกฝนทักษะและวิธีคิดที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้น
 
1. ต้องยอมรับและเข้าใจว่าความทุกข์และความเครียดมีผลร้ายทำลายสมองได้จริงๆ : เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องดูแลชีวิตให้ลดเครียดและเพิ่มสุขเป็นประจำ เพราะมีงานวิจัยปรากฏชัดในปริมาณมากพอ จนเราไม่มีสิทธิ์จะเพิกเฉยอีกต่อไป ถ้าเรายังไม่ยอมรับว่า เวลาที่เครียดนั้นสมองจะถูดทำงาย เราก็จะไม่ตื่นตัว ไม่ขวนขวาย และปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปเรื่อยๆ  และเครียดไปวันๆ = อริยสัจสี่
 
2. เรียนรู้ที่จะพูดคำว่า "ไม่" บ้าง : รู้จักต่อรองความรับผิดชอบที่"มากเกินไป" ที่เรายอมรับมาด้วยความเกรงใจ เพราะการเป็นคนยุ่งเกินไป และไม่เคยมีเวลาทำอะไรเลยนั้น เป็นอาหารชั้นดี
ของความเครียดและความทุกข์ ดังนั้นคราวหน้าหากมีใครขอให้เราทำอะไร คำตอบติดปากเราควรจะเป็น"ขอเวลาคิดดูสักนิด แล้วจะรีบให้คำตอบครับ" เพราะสมองส่วนคิดนั้นต้องใช้เวลาประมวลผลสักพักเพื่อให้งานไม่ผิดพลาด และเมื่อเราตัดสินใจดีแล้ว ก็ให้คำตอบโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ว่าคำตอบนั้นคือ"ใม่"หรือ"ได้"ก็ตาม
 
3. นอนหลับให้เพียงพอ : หากเรานอนน้อยกว่าคืนละหกชั่วโมงครึ่ง ศักยภาพในการต่อสู้กับความเครียดของเราจะลดลง คนนอนน้อยจะมีความอดทนต่ำในระหว่างวัน ทำให้เครียดโดยไม่มีเหตุผล ฉุนเฉียวและระเบิดอารมณ์ได้ง่ายกว่าคนที่นอนเพียงพอและคนที่นอนน้อยหว่าหกชั่วโมงครึ่งหลั่งอินซูลินมากกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 50 ดังนั้นการอดนอนจึงอาจเป็นเหตุให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้
 - ลดหรืองดดูโทรทัศน์สักหนึ่งหรือสองชั่วโมงก่อนเวลานอน โดยเฉพาะรายการที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและอารมณ์แปรปรวน
 - เสียงดนตรีช่วยขับกล่อมให้เราเข้าสู่การนอนหลับได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเพลงบรรเลงเท่านั้น
 - การอาบน้ำอุ่นก่อนนอนมีผลบวกและช่วยให้หลับสบาย
 - การดื่มนมร้อนผสมน้ำผึ้งทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนดซโรโทนินออกมา ช่วยให้เราหลับง่ายขึ้น และถ้าหยดวนิลาลงในนมด้วยจะยิ่งดี
 - การฝึกสมาธิก่อนนอนแม้สั้นๆ ก็ให้ผลเกินกว่าที่คิด ลงทุนสักสิบนาที จะช่วยให้เราหลับลึกได้หลายชั่วโมง
 - หลายคนอาจประสบความสำเร็จในการนอนด้วยการอ่านหนังสือ แต่โปรดอ่านหนังสือที่มีเนื้อหานุ่มนวล ปลอบประโลม หรือน่าเบื่อ และหลีกเลี่ยงนิยายสืบสวนเร้าใจ หนังสือฆาตกรรม หนังสือที่อ่านแล้วติดพันไม่อยากวาง
 - การนวดก่อนนอนมีผลดีและทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ถ้าหาใครมานวดไม่ได้ ก็ฝึกนวดเท้าให้ตัวเองก่อนนอนก็ได้
 - การรับประทานยานอนหลับมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้นอนหลัลได้เร็ว และกลับไปสู่กิจวัตรการนอนตามปกติได้ แต่ข้อเสียคืออาจตื่นขึ้นมางัวเงีย ไม่สดชื่น หรือหากรับยานานเกินไปก็อาจติดได้
 - สำหรับคนหลับยากจริงๆ ถึงขนาดตาแข็งบนเตียงเป็นชั่วโมง
  - ขึ้นเตียงเฉพาะเวลาที่ง่วงจริงๆ เท่านั้น
  - ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น ห้ามทำงาน หรือทานอาหารบนเตียง
  - เมื่อตาแข็งค้างบนเตียงนานเป็นชั่วโมง ให้ลุกออกจากเตียงแล้วเดินไปอีกห้องหนึ่งทันที จะอ่านหนังสือ กวาดบ้าน ทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ และน่าเบื่อ แล้วกลับมาที่เตียงเมื่อง่วงเท่านั้น
  - ให้ตื่นเวลาเดิมเสมอทุกเช้า ห้ามเปลี่ยนไปตื่นสายขึ้นเมื่อนอนหลับช้ากว่าปกติ
  - งดการนอนกลางวันสักพักหนึ่ง จนกว่าจะนอนกลางคืนได้ตามปกติ
 
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละสามครั้ง : คนที่ออกกำลังกายนั้นมีความสามารถในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีกว่า มีพื้นอารมณ์ที่สดชื่นแจ่มใสกว่า โอกาสเกิดโรคซึมเศร้าต่ำกว่า พูดง่ายๆว่า เป็นคนอารมณ์ดีและใจเย็นกว่าอีกกลุ่มอย่างชัดเจน การออกกำลังไม่ได้มีผลดีกับแค่อารมณ์เท่านั้น ยังช่วยปกป้องเซล์สมองจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ทำให้ดีเอ็นเอแข็งแรงขึ้นและลดการตายอัตโมัติของเซลล์ ลดโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุเกินหกสิบหน้าปีได้ถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ยังลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งทรวงอกและมะเร็งลำไส้ ลดโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน ทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินและโดพามีน ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขออกมาเลี้ยงสมอง ทำให้อารมณ์ดี และที่แน่ๆทำให้หลอดเลือดสะอาดโปร่งโล่ง และร่างกานส่งเลือดดีๆ ไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ
 
5. สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นประจำ : ประโยชน์อันดับต้นๆ ของการฝึกสมาธิอานาปาณสติ คือ การลดความตึงเครียด ลดระดับคอเลสเตอรอล ทำให้การนอนหลับดีขึ้น หลับได้เร็วขึ้นและหลับได้ลึกขึ้น ลดภาวะกังวลและภาวะซึมเศร้า ลดอาการปวดหัวและป้องกันไม่เกรน ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และในระยะยาวจะทำให้อายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ จากการแสกนกูสมองของพระสงฆ์สายวิปัสสนาในศาสนาพุธจำนวนเก้ารูป พบว่า กิจกรรมทางสมองได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสจับต้องสิ่งของสามมิติ แต่กิจกรรมกลับเพิ่มขึ้นในสมองส่วนหน้า คือ พรีฟรอนทัลคอรฺเท็กซซ์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคิดวิเคราะห์และการให้ความสนใจ เรียกง่ายว่า สมองส่วนคิดทำงานเต็มที่กว่าปกติ และสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับความสุขโดยตรง คืออวัยวะในสมองที่ชื่อ ซิงกิวเลทไจรัสและเบเซลแกงเกลีย ซึ่งทำงานควบคุมเกี่ยวกับอารมณ์สุข พึงพอใจ จะเริ่มต้นทำงานในลักษณะที่ส่งผลให้ร่างกายเราเริ่มผ่อนคลายและลดอารมณ์กระวนกระวายลงได้
 
6. หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำร้ายสมอง ซึ่งส่งผลให้อารมณ์แปรปรวน : คาเฟอีนและนิโคตินมีผลทำลายสมอง โดยจำกัดปริมาณเลือดที่จะไปเลี้ยงสมองทำให้เราแก่ก่อนวัยทั้งที่ผิวและในระดับเซลล์
 
7. สารอาหารชั้นดีมีคุณกับสมองที่ควรรู้จัก :
 - กลุ่มวิตามิน B มีประโยชน์มากและอยู่ในอาหารประเภทโปรตีน ดังนั้นท่านที่รัยประทานมัสวิรัตควรกินวิตามินบีรวมเสริมเข้าไปด้วย
 - น้ำมันปลา ไขมันปลาจะช่วยเข้าไปปกป้องคุ้มครองเซลล์สมองลึกถึงในระดับเซลล์ ดูแลการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์ และการกินน้ำมันปลาเป็นประจำยังช่วยให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีความสุข ความสบายใจ ความพึงพอใจออกมา คนที่มีปริมาณเซโรโทนินในสมองสูงจะไม่ค่อยหงุดหงิดอารมณ์เสียแบบหาเหตุผลไม่ได้ มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าหดหู่ที่เป็นตัวการนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
 - อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มกินวิตามินเสริมทุกชนิด
 
8. สร้างตารางเวลาให้การหัวเราะเป็นประจำทุกวัน : การหัวเราะมีประโยชน์ เพราะขณะที่เราหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง สมองเราก็เต็มไปด้วยสารดีๆเช่น เอนดอร์ฟิน เซโรโทนิน ซึ่งสารเหล่านี้ใช้บำบัดอาการซึมเศร้าได้ชะงัด แถมเมื่อหัวเราะบ่อยๆ สมองเราก็ถูกกระตุ้นให้สดชื่นพร้อมเรียนรู้ไปโดยอัตโนมัติอีกด้วย
 
ทำไมบางเรื่องอยากจำกลับลืม บางเรื่องอยากลืมกลับจำ
เรื่องไหนที่เราคิดถึงบ่ยๆ เรื่องนั้นก็ทรงพลังมากขึ้นทุกที การฝึก"ลืม"ในเรื่องที่ควรจะลืม บางคนฝึกกันทั้งชีวิตยังทำไม่ได้ เพราะต้องใช้พลังใจจริงๆ ที่ต้องไปฝืนธรรมชาติของสมองที่ชอบคิดแต่เรื่องทุกข์ ดัง้นั้นเวลาที่มีเรื่องทุกข์ก็ปล่อยให้เรื่องนั้นขึ้นมา แต่ให้มองเรื่องนั้นด้วยความรักความเข้าใจ ระหว่างนั้นก็เลือกทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขไปด้วย พน้าที่ของเราจึงจำเป็นต้องหา"เรื่องดีๆ"มาให้สมองเกาะ ด้วยการทำในสิ่งเล็กน้อยที่ช่วยให้ความสุขเล็กๆในใจของเราเบ่งบาน เมื่อพลังเชิงบวกเพิ่มขึ้น เราก็พร้อมขึ้นที่จะกลับมาไปแก้ปัญหาที่ทุกข์ ถ้าอยากลืมเรื่องที่ควรจะลืม และจำเรื่องที่ควรจะจำ ก็ต้องคอยตามความคิดของตัวเองให้ทัน ว่าเราปล่อยให้ใจเราฝึกซ้อมการคิดเรื่องทุกข์ๆ อยู่หรือไม่ ถ้ารู้ตัวก็รีบหันเกไปหาอะไรที่เรามีความสุขทำดีกว่า จะได้มีทุนดีๆให้สมอง
 
เริ่มต้นที่ตอนจบ
คือการเริ่มต้นด้วยการมองเห็นภาพตอนจบหรือสัมฤทธิผลของเรื่อง
 
ถามตัวเองว่า "ชีวิตนี้ไม่ได้ทำอะไรแล้วจะเสียดายที่สุด" และ"ถ้าไม่ได้ใช้เวลากับใครแล้วจะเสียดายที่สุด"
 
หากเราตอบคำถามเหล่านี้ได้กระจ่างชัด ก็จะพบว่ามีเวลาบางช่วงที่เราจะไม่ใช้มันอย่างที่ใช้อยู่ จะมีกิจการบางกิจการที่เราไม่เลือกจะก่อตั้ง มีเพื่อนบางคนที่เราอาจจะเลิกคย มีเงินบางก้อนที่เราจะปฏิเสธไม่รับ สารพัดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเรามีเวลาตั้งสติ และ"คิด"
2 B con ..

New-Age dream

YouTube - w-inds. New age Dreams in 1st Message 2002    

 

 

Song Name: New-age dream
Performed by  w-inds

Lyrics by Hiroaki Hayama
Album: 1st message
Translated by:
13th red moon @13thredmoon.space.live.com
Translated date: 2009/06/17

 

たとえば 悩みに負けそうな時

みんなと 笑って 語り合って

それがくだらない話でも

決まって 楽しいね

 

อย่างในเวลาที่เหมือนกับพ่ายแพ้ต้องความรู้สึกทุกข์ใจ

ได้ยิ้มหัวเราะ แล้วก็พูดคุยกับทุกๆ คนน่ะ

ถึงแม้ว่านั่นมันจะเป็นการพูดคุยที่ไร้สาระก็ตาม

มันก็ต้องสนุกแน่ๆ เลยเนอะ

 

 

夜中騒がしい街を出たら

たまには星空 見上げてみよう

振り返った 今日の足跡を

静かに 確かめるように

 

ออกมาในเมืองที่อึกทึกในกลางดึก

ลองแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวในบางครั้ง

หันกลับไปมองที่รอยเท้าของในวันนี้

ราวกับจะตรวจสอบให้แน่ใจอย่างเงียบเบา

 

 

間違いはない そう思えるような

瞬間を重ねえ 走って。。

 

เพียงให้สำเหนียกได้ว่า ไม่มีอะไรที่ผิดพลาดไป

ย้ำอีกครั้งในวินาทีนั้น แล้ววิ่ง(ออกไป)

 

 

1 1 惹かれあうように

ここにある 出逢いを創った

それはやがて 実り 花を咲かせて

それぞれの胸に 消えない 想い刻んでく。。

 

หนึ่งเดียว เพียงความฝันหนึ่งเดียว ที่จะถือครองเอาไว้ให้ได้

เวลานี้  พบกัน(กับความฝันนั้น)โดยบังเอิญที่นี่

นั่นน่ะ จะต้องทำให้ดอกไม้ที่เก็บเอาไว้เบ่งบานขึ้นอย่างแน่นอน

ในหัวใจแต่ละดวง ได้สลักเก็บความคิดที่จะไม่จางหายไปเอาไว้

 

たとえば 大きな喜びの時

きっと 最初に報告して

それがみんなで 分かち合えれば

決まって 嬉しいね

 

อย่างในเวลาที่มีความสุขอยู่มากมาย

จะต้องเริ่มบอกเล่า( ถึงเรื่องราวต่างๆ )อย่างแน่นอน

แล้วถ้าสามารถแบ่งปันสิ่งนั้นให้กับทุกๆคนได้

จะต้องมีความสุข แน่ๆ เลยล่ะ

 

 

やるべき事をこなしていくのは

思った以上に 簡単じゃない

音も立てずに過ぎる季節に

取り残されないように

 

การรับมือในเรื่องที่ต้องทำอย่างสบายๆน่ะ

ในเมื่อคิดเอาไว้แล้ว มันก็ไม่ง่ายเลย

ในฤดูกาลที่ผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ

เหมือนกับจะไม่สามารถละทิ้งเอาไว้ได้

 

昨日の波は 支えてもらって

明日の波は 支えて。。。

 

กระแสคลื่นของเมื่อวาน ถูกประคับประคองเอาไว้ และ

ค้ำจุนกระบวนคลื่นของวันพรุ่งนี้ ...

 

幾千の希望が生み出した夢

言葉にしたら 儚いものでも

同じ道に立った お互いをみて

それぞれの心に 信じる絆 繋ぐよ

 

หมื่นความหวัง ทำให้เกิดเป็นความฝันขึ้นมา

ถ้าจะให้เป็นคำพูดล่ะก็ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ไม่ยาวนานอะไร

แต่ยืนอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน แล้วมองดูซึ่งกันและกัน

จากนั้นในหัวใจแต่ละดวง ยึดเหนี่ยวสายสัมพันธ์ที่เชื่อมั่นเอาไว้ไงล่ะ

 

笑ったり 泣いたり 傷つけてたり

素直な感情 ぶつけあえるのは

きっと 10 後も それ以上でも

変わらず 続いてる そう願って。。。

 

ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ ทั้งถูกทำให้เจ็บปวดเสียใจ

เรื่องที่สามารถพบเจอกับมัน ด้วยความรู้สึกที่ซื่อตรงน่ะ

จะเป็นสิบปีหรือมากกว่านั้น

หวังว่าจะดำเนินไปและไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

 

1 1 惹かれあうように

ここにある 出逢いを創った

それはやがて 実り 花を咲かせて

それぞれの胸に 消えない 想い刻んでく。。

 

หนึ่งเดียว เพียงความฝันหนึ่งเดียว ที่ราวกับจะถือครองเอาไว้

เวลานี้  พบกัน(กับความฝันนั้น)โดยบังเอิญที่นี่

นั่นน่ะ จะต้องทำให้ดอกไม้ที่เก็บเอาไว้เบ่งบานขึ้นอย่างแน่นอน

ในหัวใจแต่ละดวง ได้สลักเก็บความคิดที่จะไม่จางหายไปเอาไว้

 

August 09

253 : : ...

 
 
เมื่อปีก่อน.. คืนหนึ่งในเดือนเมษายน คืนวันที่ 19 ของหนึ่งเดือนหลังจากที่เราได้เจอกัน
 
เฟรินคิดถึงใครคนหนึ่ง..
 
เฟรินคิดถึง..
เฟรินเป็นห่วง..
 
 
จนกระทั่ง..เฟรินเห็นภาพเด็กคนนั้น ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เดินอยู่ท่ามกลางคนหลายคน
เฟรินได้แต่มองเด็กคนนั้น เหมือนที่ทำเสมอ..
เฟรินไม่ได้เรียก ไม่ได้พูด..
 
เฟรินแค่ยืนมองเด็กคนนั้น จวบจนเราสบตากัน
เด็กคนนั้นเปิดยิ้มสดใสในแบบที่เฟรินไม่เคยเห็น
เด็กคนนั้นเปิดยิ้มหวานในแบบที่ทำให้เฟรินแสบตา
 
เด็กคนนั้นเดินฝ่าคนเป็นสิบ เพื่อเดินตรงมาทางนี้
เด็กคนนั้นเดินมาอย่างไม่ลังเล เพียงเพื่อมองสบตา
แล้วบอกเฟรินว่า..
 
 
.. ผมปลอดภัยแล้วครับ ..
 
เฟรินรักเด็กผู้ชายคนนั้น..
เหมือนที่ทุกคืนวัน ที่คำว่า"รัก" มันไม่ว่างเปล่าเหมือนที่เฟรินให้กับใครหลายคน
เพราะคำว่า "รัก" ในความหมายนี้ มันจะยังคงอยู่กับเด็กคนนี่ไม่ว่าเมื่อไหร่
 
เฟรินไม่เคยเชื่อในพระเจ้า เฟรินเลิกเชื่อไปนานแล้ว
เฟรินไม่เคยเชื่อในปาฏิหารย์หรือพรหมลิขิต เพราะมันไม่มีอะไรที่มั่นคงพอให้เชื่อ
 
จนวันที่เราได้สบตากัน คนที่ทำให้เฟรินน้ำตาคลอเพียงเพราะเรามองเห็นกัน
คนที่ยิ้มเบาบางให้กับอากาศรอบตัว เพียงยื่นมือมาเพื่อให้เฟรินจับมันเอาไว้
คนที่เปิดยิ้มจางหวานให้กับสายลมแสงแดด เพียงลดสายตาลงมามองเห็นกัน
 
 
 
 
คนที่ทำให้เฟรินรู้สึกว่าเฟรินตัวเล็กนิดเดียว..
 
 
จนเขากลายเป็นคนที่..
 
คนที่เฟรินอยากให้พระเจ้ามีจริงเพื่อคุ้มครองเด็กคนนั้นให้ปลอดภัยเสมอ
คนที่เฟรินอยากให้มีปาฏิหารย์เพื่อให้ความบังเอิญทำให้เราได้พบกัน
คนที่เฟรินอยากให้พรหมลิขิตมีจริงเพื่อให้เรา... เป็น"เรา"
 
July 18

252 : : .. ฝนตกตอนจะไปซื้อมาม่า .. กับ Super Junior 1st Asia Tour : Super Show Live in บางกอก..

 
ผมต้องโดนพระเจ้าแบนแล้วแน่ๆ..
 
โฮะ.. คอนซุปเปอร์จูเนียร์..
มายเดียร์
Super Junior 1st Asia Tour : Super Show Live in บางกอก..
 
น้ำตาคลอเลยเธอ... ไม่อยากจะพูดให้น้ำเน่า
ฟ้องหน่อยได้ไหม พี่ชายนางฟ้า.. ชีวิตพี่รีบหรอ ?
กลัวว่านานกว่านี้ พี่จะทิ้งรอยตีนกาไว้บนโลกมากขึ้นหรอ ?
 
น้องครับ เพลง Marry U เรามาร้องด้วยกัน เหมือนกับว่าเราได้แต่งงานกันจริงๆ นะครับ..
ป๊าบบบบบบบ อินโทรมา น้ำตาพี่ก็คลอแล้ว
ขึ้นมาได้ 2พยางค์ Love, Oh ba...
 
พี่ชายนางฟ้า.. น้าตาร่วงกราวตั้งแต่น้องยังไม่ทันได้ร้องอะไรเลย
ยังไม่ทันได้ขอ พี่จะฟ้องหย่ากันแล้วเรอะ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
 
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนครึ่งเพลง... พี่ชายนางฟ้า.. ทรุดลงไปกับพื้น น้ำตาคลอไม่พ้นเข่า..
ตอนแรกไอ่เราก็ไม่อยากน้ำเน่า นิ่งไว้เซฟความรู้สึก
หันไปมองจออีกที.. เชี่ยพี่จ๋า.. มันทรุดไปแล้ว มึงจะบิวท์กูเอาอะไร กูแพ้น้ำตา !!!!!!!!!!
น้ำตาปานรวีถึงขึ้นพราก.. เชี่ยบอกแล้วว่าอย่าบิวท์ๆ พอจบเพลงไอ่น้องคนข้างๆมันหันไปคุยกับเพื่อน
"แก เพลงแมรี่ยู คนเค้าร้องไห้กันใหญ่เลย"
น้องคะ.. รบกวนดูข้างๆน้อง พี่เพิ่งเสียน้ำตาให้ผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ไม่รู้กระทั่งการเก็บรอยตีนกาของตัวเองมา
 
จำไม่ได้ว่าอันไหนมาก่อน ลูกวัวเป็นสิ่งมีชีวิตสมาธิสั้น
จำได้ไม่กี่อย่าง จำได้ว่า..ละครแม่งจะฮา คยูก็เสือกหล่อ
คนเค้ากรี๊ดกลัวรถไฟเหอะ แม่งก็ยิ้มหล่อซะงั้น
กลัวไม่รู้หรือว่าเป็นอภิชาตบุตร เกิดมาหน้าหล่อ เสียงหล่อ จริตหล่อ
ยิ่งไอ่เพลง Believe แล้วมานั่งหล่อตรงหน้า.. โห...
นั่งเป็นลูกท่านขุน มือเท้าเข่า แล้วยืดตัวตรง.. หนูคะ..
คอนจะจบแล้ว สภาพมันก็ไม่โทรมให้เห็น กูจะหล่อ ผิดกฏหมายหรือ ?
 
ตอนแรกอย่างนอยด์.. เชี่ย คอนมีรอบเดียว เสียเงินมาก็แพง กว่ากูจะมา นอยด์ตั้งแต่ก่อนจะเข้าคอนแล้ว
หาทางเข้าไม่เจอ --*-- จะเข้าหลังเวทีไม่ได้ -- --* ยิ่งบอกพี่ซาแค่ว่า หาทางเข้าไม่เจอ
พี่จ๋าหันไปแซวกับปาร์คชี่ว่า ..ตัวบอกมานะว่าที่เข้าศิลปากรได้เนี่ย ยัดเงินไปเท่าไหร่..
 
นอยด์.. นอยด์มาก กะว่าจะไม่รักแม่งแล้วถ้าฟ้าดินไม่เป็นใจขนาดนี้ ถ้ามีโอกาสมายืนตรงหน้าแม่งจะเดาะอกสีกทีฐานหมั่นไส้
วิ่งไปเล่นตรงนั้นตรงนี้ ให้พี่มองน้องตาละห้อย ยิ่งตอนโซโล่ แล้วน้องไปอีกมุมโลก ใจพี่แหลกหาเศษซากไม่เจอ
แต่พอมาหยุดยิ้มหวานตรงหน้า.. เชี่ย กูใจอ่อน ... นอยด์มันมา 2ชม. กูยอม !!!!!!!!!!
รอยยิ้มจางหวานของแก ไม่เคยสอนให้แกรู้ตัวบ้างเลยหรือว่ามันให้คนทั้งโลก ยอมอภัยทุกความผิดแต่หนหลังของเอ็ง
 
พูดถึงนอยด์.. ขอเล่าแบบเกินจริงนิดนึง สมมติว่าอ่านนิยายแล้วกัน
คอน เป็นชม.ที่ได้แต่มองน้องอยู่ไกลลิบโลด ด้วยเหตุว่า บล็อกน้องมันก็งี้
กูเสือกมานั่งอยู่หลัง VIP มันเป็นธรรมดาที่น้องจะไม่วิ่งมา
ขนาดไอพวกซื้อตามบล๊อกมันยังฟ้องว่านอยด์ที่สลับบล๊อกซ้าย-ขวาเลย
แต่ก็นิดนึงน้อง นอกสคริปบ้างก็ได้ ให้ฮยอกแจ ทงเฮ ซองมินห่าเหวมาหยุดยืนตรงหน้า
พี่ก็มองแต่น้องที่ห่างไป 2กิโลเมตรอยู่ดี -- --* ( แล้วจะโทษคนอื่นเพื่อ? ) (เพื่อให้น้องไม่ผิด แล้วตามง้อมันต่อไป )
นอยด์ระดับนึง.. ยิ่งตอนโซโล่ ไม่อยากพูดให้อายปาก
น้ำตาคลอ เพราะไกล ไม่ไกลมาก แต่ก็ไกล ยิ่งลงว่าชอบ แม่งนิดเดียวกูก็ว่าไกล
ไม่ติดว่าน้องเป็นผู้ชาย แล้วพี่เป็นผู้หญิง ปั๊ดจะเก็บเอาไว้แนบอก ไม่ให้ไกลเกินตามองตาให้มันรู้แล้วรู้แร่ด ( ดูมันพูด )
น้องก้าวก็หวังดี สะกิดแล้วว่าเสียดาย ทั้งที่ตอนแรกก็ล๊อกว่าจะเอาที่ตรงนั้น ( แต่พอมามองย้อนไป โจมันก็หันมาร้องเพลงทางนี้ ถึงจะตาไม่สบตาก็เถอะ )
ฝั่งนั่นมองตูดน้องใกล้ๆไปแล้วกัน ( จริงๆ จำไม่ได้หมดหรอก จำได้แต่ว่าหลังๆ น้องก็หันมาหน้า"ฝั่ง"นี้ (ไม่ได้หันมามองกูนะ กูป่าวโมเม ))
พี่ก็เริ่มละ.. คลอ.. หยดน้ำอุ่นใสเริ่มคลอหน่วยที่ตา แม่ง..เฮิร์ทททท
มองอ่ะ มองโจ มองจนไฟมันดับไปแล้ว มองจนอินโทรเพลง อินฮยองมันขึ้น มองจนกว่าเงาที่เห็นว่าเป็นโจจะเดินลับหายไป
พอ(เงา)น้องเริ่มลับสายตา ก็หันมาอีกฝั่ง ที่เรียลคิม กับพี่ชายนางฟ้าร้องเพลงอินฮยองอยู่
ถ้าใครเคยอ่านคำแปล จะรู้ว่าเพลงนี้มันเป็นเพลงอกหักที่เศร้าบรรลัยโลก
ลำพังเปิดฟังเพลงที่บ้าน น้ำตายังท่วมอก ภาษาอะไรกับการมองตามผู้ชายคนนึงจนสุดสายตา แล้วมีคนมาร้องเพลงนี้ตรงหน้า
กูร้องเพลงตาม แล้วน้ำตาท่วมแม่ง กอปรกับการที่เยมันหันมาด้านนี้ ไม่รู้มันมองใคร น้องที่นั่งข้างหน้าก็หันมาว่ามีป้ายเยแถวนี้รึเปล่า
มองหน้าเฟรินนิดนึง ดูป้าย.. เชี่ย กูชูป้ายคยุฮยอน .. แต่กูจะฟ้อง
ไม่รู้จะลงที่ใคร ไม่รู้เยมันมองตาใคร เนียนมามองกันแล้วกัน จะได้ฟ้อง .. ฮยอง น้องฮยองมันทำเฟรินร้องไห้ ..
ถามมันเหมือนที่ฮยองถามใจในเพลงอินฮยองที.. ต่อให้พูดว่ารัก ก็จะให้ตูดให้ชั้นมองหรือโจคยูฮยอน !!!!!!!!!
แล้วใครมันจัดเพลง ต่อจากอินฮยองให้ถามใจกันแล้ว เสือกต่อที่เพลงจาก Snow flower ..
ต่อให้เธออยู่ไกลแค่ไหน ลมหายใจของชั้นจะตรงเข้าหาเธอ และต่อให้มันเจ็บปวดเพียงใด
ชั้นก็มีความสุขที่ได้มองแผ่นหลังเธอ เด็กโจ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
 
แม่ง.. เกิดมาเพิ่งเคยเกลียดเพลงอกหักก็วันนี้ กูอินโดยไม่ต้องบิวท์เลย
บอกพี่รุ้งว่าอย่าเอาไปฟ้องใครนะ เสียเชิง แต่พอไปคณะทุกคนพร้อมใจกันถาม
" คอนเป็นไงมั่ง " พี่ชายก็ถาม " ไปดูมาสนุกไหม "
พูดถึงใครล่ะ พูดถึงคอนไม่รู้ รู้แต่โจคยูฮยอนมันหล่อ มันเผากงเต๊กด้วยกระดาษดับเบิลเอ ขาวเวอร์
ยิ่งนึกถึงฮยองยิ่งแล้วใหญ่ ยิ่งมีบุพเพกันที่พัทยา โอ้วววว ไม่รู้หรอ เดี๋ยวเล่า
เล่าว่าตามองตา เยมองมาแต่กูมองโจ จบซ้อมตู่ด่าว่า
"เยมองมึง เยมองมาทางนี้ กูมองตามตาเย แล้วตาเยมาหยุดอยู่ที่มึง
แต่ตามึงเอาแต่หยุดอยู่ที่โจ มึงกลัวน้องด่าว่านอกใจ จนเยมันเซ็งแล้วไม่มองมาอีก"
จนได้เป็นบุพเพกันเมื่อปีที่แล้ว
มาปีนี้มองมาฝั่งนี้อีก แซวกับฝ้ายว่า
"ว่าจะถาม.. มองมาทางนี้ คิดไรกะกูป่ะเนี่ย (กรุณานึกภาพน้องพีคในรักสามเศร้า)"
"อย่านะเว้ย เดี๋ยวแม่งสามเศร้าขึ้นมา กูจีบโจไม่ติด จะโทษเยแม่ง"
ปั๊ดมันรู้ว่าเอามาแซวแบบนี้ จะโดนร้องเท้าเฟี้ยงมาแล้วด่าว่า "ชะนี!!!!!!!!!!" ไหม
ใครที่อ่านแล้วคิดลึก อ่านแล้วเก็บมาอิจฉา.. อย่าเลย เราไม่เคยทำบุญร่วมชาติ ไม่เคยตักบัตรกับเยร่วมขัน
มันไม่ได้หลงเสน่อีเด็กวัวนี่หรอก เก็บมาแซวเอาขำๆ ใครมุจีบฮยองก็จีบต่อไปอย่าหมดกำลังใจ เพราะพี่จีบโจ *ฮา*
ถ้าฮยองมองมาจริง แล้วเอาไปฟ้องโจจริง ฮยองคงเซ็งกว่าเดิม
กูร้องเพลงให้มันทั้งเพลง แม่งเอาแต่ร้องไห้ ทีโจมานั่งยิ้มจางหวานตรงหน้าไม่ถึงเสี้ยววินาที เสือกยิ้มให้แบบไม่ต้องฝืน
( อ้าว กูเลือกปฏิบัติ ฮยองเกิดมาไหล่แคบ นิ้วป้อมสั้นทำไม .. อ่ะล้อเล่น.. )
( ถ้าใครอ่านแล้วถามว่า ทำไมต้องออกตัวว่าจีบโจ แล้วล้อเล่นกับเรื่องฮยองทุกรอบ ก็ต้องบอกว่า.. เคยอ่านมาแล้ว
ประเภทหลงตัว แล้วเหมาเอาว่ามองตากัน.. โม้กันไปครึ่งต่อครึ่ง บางทีรู้ทั้งรู้แต่กูใจเสีย เชี่ยกูจีบตั้งนาน เสือกไปมองชะนีตัวอื่น ปั๊ดสอยคางเหลือง
มั่นใจเถอะ พวกมันรักทุกคนที่บอกว่าชอบซุปเปอร์จูเนียร์ รักทุกประเทศที่เหยียบย่างแล้วมีเด็กผู้หญิงเป็นร้อยตะโกนเรียกมันว่าพี่ชาย
ไหนที่ก็ตาม ใครก็ตามที่บอกว่ารักสีแซฟไฟร์บลู.. พวกมันพร้อมจะเปิดยิ้มแล้วพูดเป็นภาษาไทยออกมาว่า.. สวัสดีครับ ผมรักคุณ ขอบคุณครับ ..
หรือบางคนที่พยายามจะยัดเยียดความโง่ให้กู แล้วบอกว่า ..รักนะเด็กโง่ .. )
ถามฝ้ายว่า.. มึงคิดดู.. กูชูป้ายโจ มันจะมองกูหาอะไร .. เพื่อนสวยเสือกบอกว่า..
" อ้าว เป็นกู กูมองนะ กูอยากรู้ว่าผู้หญิงแบบไหนมาชอบน้องกู "
.. ผู้หญิงแบบกูนี่ไง --*-- ... ไม่รวมชะนีอีกค่อนโลก แม่งหล่อบรรลัยโลกขนาดนั้น ใครมันจะไม่รักไม่หลง
 
.. แต่แม่ง ไกลขนาดนั้นใครจะไปเห็นลูกนัยตามันวะ ..
 
ยิ่งตอนเพลง Believe ที่อยู่ดีไม่ว่าดี น้องมานั่งลงแล้วยิ้มหล่อตรงหน้า แม่ง.. กี่นาทีไม่รู้
แต่กูมองหน้ายังไม่ทันหายคิดถึงเลย หล่อ.. ไม่ได้มองตากัน แต่กูก็เขินได้ หล่ออภิชาตบุตร
มันร้องเพลงมา 2ชม. แต่กูนั่งดูเฉยๆ โบกแท่งไฟเป๊าะแป๊ะ ยังโทรมกว่ามันเลย --*--
ไม่มีเด็กผู้หญิงคนไหน อยากอยู่ในสภาพสะบักสะบอมต่อหน้าผู้ชายที่ชอบหรอก ถึงมันจะไม่ได้มองหรือมองไม่เห็นก็ตาม
( แต่มึงไม่เด็กแล้วว่ะ ปานรวี --*-- แล้วไอ่การตั้งตัวจะจีบมัน ก็ไม่ช่วยให้ภาพพจน์ดูเป็นผู้หญิงด้วย T____T )
ลูกวัวตัวอวบเปิดยิ้มได้โดยไม่ต้องฝืน กะว่านอยด์เต็มที่แล้วจะกดยิ้มมุมปากกวนตีนมันนิดนึง ใจอ่อนยวบทำได้แค่หรี่ตาแล้วอมยิ้ม..
ถ้ามันเห็นคงเห็นพํฒนาการอันดีเยี่ยม.. ปีที่แล้วเจอกันแล้วใบ้ยังไง เฟรินนูน่าก็เป็นใบ้เปิดยิ้มโง่ให้มันเหมือนเดิม ..
โน้ว.. ไม่กรี๊ด ไม่โบกมือ ไม่สะบัด กระดกป้ายไฟดุ๊กดิ๊ก ไม่เห็นปฏิกิรืยาตอบสนอง ก็ทำใจแล้ว ไม่เห็น หรือไม่มอง หรือมองอยู่ก่อนแล้วเลยไม่ตอบ
ไม่รู้ รู้แต่จอยว่า ลงอีท่านี่ 90% เห็นชัวร์..เอาเถอะ ปีที่แล้วสบตากันแม่งยังลอยหน้าร้องเพลงไม่สนการหมุนรอบตัวเองของโลกเลย
กะอีแค่ป้ายไฟสีเขียวแยงขนหน้าแข้ง ขนาดไม่เกิดสองมือ คงไม่ทำให้โลกของโจคยูฮยอนต้องแสดงอาการหรอก ยิ่งไม่กรี๊ด.. มันจะโบกมือแล้วยิ้มให้ก็ประหลาดแล้ว
เอาเป็นว่า.. ไม่ได้มองโซโล่ใกล้ๆ ไม่มีโจวิ่งมาโฉบแล้วโบกมือทักทาย แต่มีโจคยุฮยอนนี่มานั่งตรงหน้านิ่งๆ ห่างไปไม่กี่เมตร แล้วสะดุ้งพอถึงท่อนที่ตัวเองต้องร้อง
แล้วผุดลุกขึ้นไปร้องเพลง แล้วโฉบยิ้มให้แดดลมฝน ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.. พี่ยอม..
ไม่มีการเห็นตูดยามโซโล่ แต่บัตรตรงนั้นจะไม่เห็นโจมานั่งนิ่งให้มองหน้าเป็นนาที
โดยไม่มีสคริป ไม่มีบล๊อก น้องก็มานั่งโดยสมัครใจ ไม่ว่าจะนั่งเพื่อพักเหนื่อย นั่งเพราะอยากเป็นพรีเซนเตอร์ 12+ตัวถัดไป พี่ก็ยอม... ( เป็นเอามาก )
น้องจะวิ่งยิ้มให้คนอื่นเหมือนบ้า ไปจับมือถือแขนชะนีตัวไหนก็ช่าง พี่จะถือว่าเป็นทางผ่าน แล้วสุดท้ายน้องมานั่งยิ้มจางหวานต่อหน้านานกว่าที่ไปยิ้มให้คนอื่น..
.. พี่คงทำบุญมาไม่น้อยนักหรอก .. ( ไม่อยากย้ำให้เจ็บว่า...จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าน้องยิ้มให้ใครเป็นการเจาะจงรึเปล่า แค่บังเอิญ..พี่ก็ได้มองหน้าน้องใกล้ๆซักที ..อาการกูหนักว่ะ )
จบคอนมาด้วยอาการกึ่งปลื้มกึ่งนอยด์.. แต่กว่าจะคิดให้ปลื้มแล้วเอามาเวิ่เว้อก็ปาไปสองวัน
วันที่เหลือที่ SJ M อยู่ โจ อยู่ ชะนีกวนตีน ไม่เก็บเอามาพูดให้เสียผลประโยชน์ในอนาคต
เอาเป็นว่าขอบคุณศนิชาชี่ ปาร์คนูนู่ น้องก้าว เพื่อนสวยฝ้าย เพื่อนรักจอยจียง เพื่อนยิ้มหวานพี่รุ้ง แล้วเดอะแกงค์ที่เข้าใจอาการนอยด์ของกู
กระทั่งพี่ขวัญบังถามเลยว่าเป็นไงมั้ง.. ถึงมันจะไม่อยู่ฟังก็เหอะ..
ขอบคุณพี่ชายที่สอนให้เก็บเงินตั้งแต่อายุ 13 เพื่อให้วันนั้นได้เอาเงินที่เก็บไปซื้อบัตรเพื่อมองผู้ชายตาวิบวันหนึ่งคน
ขอบคุณไอ่น้องข้างๆ ที่มันช่างบิวท์ให้กูทำท่านั้นเพลงนี่ ท่านี่เพลงนั้น จนลืมนอยด์ในบางชั่วขณะจิต

พี่คะ ร๊อก กุ โก วาดมือแบบนี้นะคะ.. น้องขอให้วาดมือ แต่พี่แม่งกระโดดเต้นบนสแตนแบบไม่กลัวตกทีเดียว -- --

เพลงเฮงบก.. พี่คะ ตอนท่อน ซารางเฮ วาดมือเป็นหัวใจแบบนี้นะคะ.. ห่าเหวไรกูทำหมดอ่ะ

ขอบคุณซุปเปอร์จูเนียร์ทุกคนที่พยายามดำเนินคอนเสิร์ทด้วยภาษาไทย.. รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง

รู้เรื่องที ทุกคนก็กรี๊ด ไม่รู้เรื่องทีทุกคนก็เงียบ.. แรกๆก็เงียบ หลังๆได้ยินเสียงมาจากทั้งฮอลเลย

.. " หา ? "... ไม่อยากบอก ต่อให้กูหล่อขนาดไหน มีคนมา หา ? ใส่ กูก็อายไม่กล้าพูดซ้ำหรอก -- --

 
ขอบคุณ..โจคยูฮยอน ที่ดึงเฟรินออกจากงาน ทำให้นอยด์ ทำให้เวิ่นเว้อ ทำให้มีอารมณ์อื่นนอกจากเบื่อ กับเซ็ง ..
รบกวนคราวหน้า มาสบตากันจังๆ
รบกวนคราวหน้า.. ใส่กางเกงในแทนบอกเซอร์ด้วย เก็บซิปดีๆ พี่อยากรักน้องด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่เพราะช่วงล่าง.. ขอบคุณมาก
 
ขอบคุณที่ทำให้พี่นอนตีสาม - -
ลงว่ารักไปแล้ว... เรื่องผิดบาปอะไรพี่ก็จะไม่โยนไปที่น้อง ( เชี่ยยยยยยยยย น้ำเน่า )