Profilo di 13th: ll You're on 13th redm...FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
29 giugno 254 : : อัจฉริยะสร้างสุข คู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและมีความสุข ., หนูดี สนิษา เรซอัจฉริยะสร้างสุข คู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและมีความสุข . ,คุณหนูดี วนิษา เรซ
บทที่ 1 : เปิดประตูเข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์แห่งความสุข
เมื่อปี 2545 นักวิจับกลุ่ม ดร.เซลิกแมนและดร.ไดเนอร์ ได้ไปสัมภาษณ์และสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด กลับพบว่าคนกลุ่มนี้(คนที่มีความสุข สดชื่น แจ่มใส เป็นพิเศษในสังคม) ก็มีเรื่องให้กลุ้มใจ เช่น เรื่องอกหักรักร้าว สอบตก ไม่ได้รับเงินเดือนขึ้น พ่อแม่เสียชีวิต หย่าร้าง ด้วยอัตราที่เท่าๆกับคนทั่วไป พูดง่ายๆ ก็คือ เขาไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายกว่าพวกเราเลย แต่อะไรกันที่ทำให้เขามีความสุขกว่า งานวิจัยพบว่า มีสองปัจจัยที่ทำให้พวกเขามีความพิเศษ
หนึ่ง คือ "วิธีตีความปัญหา" พวกเขามีวิธีตีความที่เป็นเชิงบวกกว่า เช่นมักถามตัวเองว่า เกิดเรื่องร้ายๆ แต่เราได้เรียนรู้อะไรดีๆ บ้าง
สอง พวกเขามีช่วงเวลา "พลิกฟื้นเยียวยา"ที่เร็วมาก เช่นสมมติว่าคนทั่วๆไป อกหักมักจะใช้เวลาประมาณสามเดือนกว่าจะหายเจ็บ แต่คนกลุ่มนี้อาจใช้เวลาไม่ถึงเดือน พวกเขาเยียวยาตัวเองได้เร็วมาก ดังนั้นเรื่องของสุขภาพใจ เมื่อเกิดเรื่องกระทบกระเทือนใจ คนที่สุขภาพใจโดยรวมแข็งแรงเท่าไร ก็หายเจ็บเร็วเท่านั้น
ได้ฟังอย่างนี้ก็มีความหวัง เพราะไม่ได้มีใครในโลกมีชีวิตที่ง่ายกว่าใคร แต่วิธีมองโลกและวิธีเยียวยาตัวเองเมื่อเกิดปัญหาต่างหาก เป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นคนที่มีความสุขเป็นพิเศษในสังคม
ปัญหาของโลกนี้ไม่ได้อยู่ที่เรามีข้อมูลไม่พอ แต่อยู่ที่เราเลือกใช้ข้อมูลที่จะดับทุกข์ให้เราได้ไม่ตรงจุด ทำให้เกิดปัญหามากมาย คนเก่งหรือไม่ เราไม่ได้ดูว่าเขาจำและตอบคำถามได้ดีแค่ไหน แต่เราจะดูที่เขา"ตั้งคำถาม" เป็นไหมต่างหาก ท่องจำใครๆ ก็ทำได้ แต่จะคิดตั้งคำถามให้นอกกรอบ ให้เส้นทางการเดินไปหาคำตอบไม่หลงทางนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้
คำถามที่สำคัญที่สุดบนเว้นทางสร้างสรรค์ความสุขน่าจะเป็นว่า
ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ตัวเรา ครอบครัวของเรา สังคมของเรา และโลกของเรามีความสุขขึ้นได้ แม้อีกเพียงสักนิดก็ยังดี
บทที่ 2 : ภารกิจลับสุดยอดของสมอง สมองถูกสร้างมาเพื่อ การเอาชีวิตรอด และภารกิจสำคัญของสมองในการเอาชีวิตรอดนั้นต้องเกี่ยวพันกับอารมณ์รุนแรงหลายชนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลักๆ คือ อารมณ์กลัว และ อารมณ์โกรธ สมองเราจึงคิดเรื่องลบและเรื่องร้ายอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ และสมองจะเลือกจำเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ บาดเจ็บ ทรมาน และต้องจำให้แม่น เพื่อไม่ให้เราทำผิดซ้ำๆ ด้วยการเดินเข้าหาอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด
ในเวลาที่เราทุกข์ หดหู่ สิ้นหวัง จนไม่อยากพูดกับใคร ไม่มีแรง อยากขังตัวเองไว้ในห้อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นวิธีที่สอง"ตัดระบบจ่ายพลังงานสำรอง"ที่ส่งมาให้เรา เพื่อบอกเรากลายๆว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ได้ผลดี หยุดสักพักแล้วค่อยหาอะไรที่ดีกว่านี้ เข้าท่ากว่านี้ทำดีกว่า
หากใครใช้"ความทุกข์"เป็น เขาก็จะอยู่นิ่งๆกับตัวเอง หยุดยั้งโปรเจ็กต์ต่างๆ ชั่วคราวเพื่อให้สมองและร่างกายมีเวลาได้หยุดพัก เพื่อตรึกตรองในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไป และเมื่อพลังงานค่อยๆเริ่มถูกจ่ายกลับมาแล้ว คนส่วนใหญ่พบว่า เขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและปัญหาของเขาที่ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น เรียกว่ามีเวลา"ตกตะกอน"ทางความคิด และกลับเข้าสู่สังคมอย่างพร้อมมากขึ้นกว่าเดิม
ถ้าเราใช้ความทุกข์ไม่เป็น ระบบจ่ายพลังงานกลับมาแต่เรายังไม่ยอมเลิกคิดถึงความทุกข์ สมองจะเริ่มกัดกินความทุกข์เป็นอาหารจนติดเป็นนิสัย และคราวนี้ไม่ต้องมีเรื่องจริงเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่เราก็พร้อมจะนำทุกข์ก้อนเดิมออกมากัดกินได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดสิ้น วิธีป้องกันที่ใช้ได้ผลคือ ทันทีที่เราเริ่มมีแรง ให้หาอะไรทำ อะไรก็ได้ที่ต้องมีการขยับร่างกาย หัวใจหลักอยู่ที่การทำอะไรก็ได้ที่สร้างสรรค์และทำให้สมองไม่ว่างไปคิดถึงเรื่องทุกข์ เมื่อทำไปสักพัก สมองเราจะตัดจากวงจรทุกข์เข้าสู่วงจรสร้างสรรค์เอง และคราวนี้เราจะค่อยๆถูกปล่อยออกจากแดนสนธยาที่เรียกว่า ภาวะซึมเศร้า เข้าสู่โลกแห่งความสุขรื่นเริงเบิกบานอีกครั้งหนึ่ง
มนุษย์มีสมองส่วนหน้าที่ทำงานได้ซับซ้อนกว่าใคร ส่งผลให้เราคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ วางแผนงานได้อย่างที่สัตว์ประเภทอื่นๆ ไม่อาจเทียบได้ แต่ราคาแพงๆ ที่เราต้องจ่ายให้กับความฉลากที่เราแสนจะภูมิใจหนักหนานี้ คือความทุกข์กังวลใจทั้งหมดที่เราเคยได้สัมผัสมา และจะต้องประสบไปอีกตลอดชีวิต
เรามีจินตนาการด้านดีที่ใช้สร้างสรรค์ แต่ก็มีจินตนาการเรื่องร้าย ที่ทำให้เรารู้จักป้องกันหายนะภัยให้พ้นจากชีวิต ปัญหาของจินตนาการคือ เราไม่รู้ว่าจะหยุดใช้เขาเมื่อไร ชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่จึงเหมือนตกอยู่ในคำสาป คือ ถูกจองจำอยู่ในโลกของจินตนาการอันน่ากลัว เช่น ฉันจะล้มละลาย ฉันจะโดนทิ้ง ฉันจะไม่มีเพื่อน
อมิกดาลา อวัยวะที่แอบซ่อนตัวอยู่ในสมอง ไม่มีหน้าที่"คิด" และไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย นอกจากถามคำถามเดียวซ้ำๆ ตลอดเวลา คือ "เจ้าสมองก้อนนี้จะยังมีชีวิตรอดปลอดภัยดีหรือไม่ในสถานการณ์นี้ในสถานที่แห่งนี้" และเมื่ออมิกดาลาทำงานร่วมกับระบบซิมพาเทติก(ทำหน้าที่เพิ่มพลังงานให้เรา และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้) และระบบ พาราซิมพาเทติก (ตัดพลังงาน ทำให้เราพร้อมจะหลบนิ่ง ) ในภาวะฉุกเฉิน เพื่อทำให้เรารอดชีวิตในสถานการณ์คับขัน และทำงานโดยที่สมองส่วนคิดของเราไม่ต้องสั่งการใดๆเลย หรือพูดอีกแบบว่า เมื่อสมองส่วนคิดสั่งงานไม่ทัน สองระบบนี้จะตัดสินใจแทนเรา
และสมองส่วนปกป้องความอยู่รอดของเรานั้น ทำงานอย่างง่ายดายไม่ซับซ้อน ในขณะที่สมองส่วนที่ใช้คิดคำนวณนั้นทำงานซับซ้อนและใช้เวลาประมวลผลนานมาก(ในเชิงการทำงานของสมอง) ดังนั้นหากสิ่งใดคุกคามและเป็นศํตรู สมองเราจะสั่งการแค่สู้หรือหนี พูดง่ายๆว่า ในเวลาฉุกเฉินที่เรากลัวหรือโมโหขาดสตินั้นเราจะตอบโต้รุนแรงกันจนกว่าอารมณ์จะสงบ จึงจะคิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร หลายครั้งเราจึงทำร้ายคนที่เรารักโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะสมองของเราสั่งการอย่างรวดเร็วในสภาวะฉุกเฉิน กว่าสมองส่วนคิดจะตามทัน เราก็ลงมือไปแล้วโดยไม่เจตนา
การฝึกควบคุมลมหายใจ ฝึกสติสำหรับเตรียมไว้รับมือเวลาโกรธมาก หรือกลัวมากจนแทบเสียสตินั้นจึงจำเป็น เพราะหากปล่อยจนอารมณ์หลุดไปสุดขั้วโดยไม่เคยฝึกคุม ถึงเวลานั้นพระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะระบบป้องกันตัวเราเองนั้นรุนแรงจริงๆ
ในเมื่อเรารู้แล้วว่า สมองของเราถูกบงการด้วยอารมณ์กลัวและโกรธอันรุนแรง ดังนั้น การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับอมิกดาลาและสมองส่วนควบคุมอารมณ์ คือการเข้าใจและยอมรับอารมณ์เหล่านี้ว่าเป็นธรรมชาติ และค่อยๆ ดูแลตัวเองให้อยู่ในภาวะสงบ สบาย เยือกเย็น ให้ได้มากที่สุดและบ่อนที่สุดเท่าที่จะทำได้
วิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย สบายๆ แต่ท้าทายการใช้ฝีมือของตัวเอง ได้ทำงานที่เราถือง่าคุ้มค่าเวลาในชีวิต ได้มีคนรอบตัวที่เราไว้วางใจและสบายใจที่จะอยู่ใกล้ๆ รู้สึกปลอดภัยเสมอๆ ไม่ต้องหวาดกลัว ไม่ต้องโกรธเกรี้ยว เป็นวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสมองมากที่สุด
บทที่ 3 : เชื่อไหมความสุขทำให้คนฉลาดได้
เมื่อความทุกข์ทำลายสมอง ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเช่น คอร์ติซอลนั้น เมื่อหลั่งออกมาบ่อยๆ เป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลายาวนานแล้ว มีผลทำให้เซลล์และเส้นใยสมองถูกทำลายจนเสื่อมคุณภาพ และยิ่งเกิดขึ้นยาวนานเท่าไร การทำลายล้างก็ยิ่งกินวงกว้างและมีผลถาวรขึ้นเท่านั้น และส่วนของเซลล์สมองที่ถูกพุ่งเป้าไปทำร้ายโดยฮอร์โมนนี้มีส่วนของฮิปโปแคมปัส ซึ่งทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวที่เราเรียนรู้ในระหว่างวันลงสู่ความทรงจำระยะยาวในเวลที่เรานอนหลับ ดังนั้นหากเซลล์นี้ถูกทำลายก็ทำใจได้เลยว่าจะเป็นคนจำอะไรไม่ค่อยได้ ลืมหน้าลืมหลัง
ถ้าอยากเป็นคนความจำดี จำแม่น เรียนอะไร ฟังอะไรครั้งเดียวก็จำได้ เราต้องใกโดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเห็นภัยร้ายของการมีความทุกข์สะสมต่อเนื่องเป็เวลายาวนาน เห็นภัยของการกอดทุกข์ ภัยของความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่ไม่ยอมให้อภัยใคร
แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น ความเครียดและความทุกข์ระยะสั้น อาจให้ผลตรงกันข้าม คือทำให้สมองทำงานได้ดี เช่นความเครียดอ่อนๆ ในช่วงก่อนสอบยิ่งทำให้เราอ่านหนังสือได้ดีขึ้น จำได้แม่นขึ้น เพราะสารเคมีที่หลั่งออกมาสำหรับความเครียดระยะสั้นที่ชื่อว่า "อะดรีนาลีน"นั้น เป็นคนละตัวกับฮอร์โมนความเครียดระยะยาว แม้อะดรีนาลินจะไม่ใช่สารบำรุง แต่ในระยะสั้นก็ข่วยกระตุ้นให้เราทำงานได้เสร็จเร็วขึ้น ไม่ดี แต่ก็ไม่ร้าย มีไว้ใช้ชั่วคราวเวลาฉุกเฉิน
และเมื่อความทุกข์ทำให้เราฉลาดน้อยลง แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญอารมณ์คือ "ความสุข" ก็สามารถบำรุงหล่อเลี้องเราให้ฉลาดขึ้นได้เช่นกัน
ยิ่งเราอารมณ์ดี มีความสุขนานเท่าไร เราก็ยิ่งมีเส้นใยดีที่ช่วยส่งผ่าน"ข้อมูลความสุข"มากขึ้นเท่านั้น สารอารมณ์ดีเหล่านี้ทำให้สมองโล่ง ตื่นตัว พร้อมทำงาน สารเอนดอร์ฟินเป็นสาวรที่หลั่งออกมาในสมองเมื่อเรามีความสุข ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ดี มีกำลังใจในการรับข้อมูลใหม่ๆ ส่วนสารโดพามีนเป็นสารที่หลั่งออกมาเมื่อเรามีความสุขแบบปลื้มใจ ภูมิใจในตัวเองเช่นกัน แต่โดพามีนิเศษตรงที่เป็น"สารแห่งความจำ" ช่วยให้เราจำข้อมูลต่างๆ ได้ดี และเซโรโทนินก็เป็นสารแห่งอารมณ์สุขที่ส่งผลให้เรารู้สึกสบายใจ มีความหวัง มีความรู้สึกปลอดภัย และสารความสุขในสมองทุกตัวช่วยให้เราเรียนรู้ได้ดี ได้เร็ว จดจำสิ่งต่างๆได้อย่างมีคุณภาพ
ยิ่งเราอารมณ์ดีบ่อย เราก็ยิ่งอารมณ์ดีง่าย และยิ่งเราอารมณ์เสียบ่อย เราก็บิ่งอารมณ์เสียง่าย เพราะยิ่งเราทำพฤติกรรมใดบ่อย สมองเราก็ยิ่งสร้างเส้นใยสมองในเรื่องนั้นๆ ออกมาเยอะ ทำให้เราทำเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อๆไป เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเป็นคนอารมณ์ดี ต้องฝึกอารมณ์ดีบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย
และในตัวแปรทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่นอาหารการกิน ปริมาณการออกกำลังกาย การทำงานหนัก หรือการทำงานอย่างเคร่งเครียดหรือสบายใจ การมีเพื่อนเยอะหรือน้อย การนอนดึกหรือนอนแต่หัวค่ำ และการมองโลกในเชิงบวกนั้น สิ่งที่มีผลต่อความยืนยาวของอายุที่สุดคือ ทัศนคติเชิงบวกดังนั้นการคิดลบมีผลร้ายไม่เพียงแต่สำหรับความฉลาดเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและความมีอายุยืนยาวของเราด้วย ส่วความคิดยวกเป็นวิตามินชีวิตเพื่ออายุที่ยืนยาวและสดใส ที่เราเติมตัวเองได้ทุกๆวัน
คนมักให้คะแนนการมองโลกแง่ดีสูงมาก แบะก็มีอีกหลายคนที่คิดว่าการมองโลกแง่ดีคือการมองโลกให้ดีกว่าที่เป็นจริง ทำให้มีโอกาสถูกหลอกหรือมีโอกาสประเมิณสถานการณ์ผิดพลาดได้สูงกว่าคนมองโลกแง่ร้าย นักวิจัยพบว่า คนที่มองโลกแง่ดีเกินไปนั้นก็เป็นอาการหนึ่งของโรคจิตเภท คือการไม่ยอมรับความจริง แต่นักวิจัยก็พบอีกว่าการมองโลกแง่ดีท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ช่วยให้คนสามารถเอาชนะสถานการณ์นั้นได้ เพราะลำพังความคิดบวกหรือลบไม่ใช่ตัวกำหนดอายุเฉลี่ยใคร แต่ความคิดกำหนดพฤติกรรมได้ เพราะคนที่คิดลบจะรู้สึกสิ้นหวัง ขาดความตื่นตัวและกระตือรือร้น จนอาจพลาดโอกาสอันดีงามไปได้
คนเก่ง คนฉลาดที่มีความรับผิดชอบสูง มักจะตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียด วิตกกังวล และการมองโลกแง่ร้าย ไม่ใช่เพราะเขาอยาเกเป็นคนไม่มีความสุข แต่เพราะการมองโลกแง่ดีมีราคาที่ต้องแลก การมองโลกแง่ดีอาจทำให้เราไม่ทันระวังตัว และไม่เตรียมตัวป้องกันภาวะฉุกเฉินต่างๆ ไม่คิดว่าโลกนี้จะมีอันตราย ไม่คิดว่าจะมีใครมาทำร้ายเรา ดังนั้นคนที่ชอบความปลอดภัยจึงเลือกที่จะมองโลกแง่ร้ายไว้ก่อน จะได้คิดป้องกันอันตรายได้ทัน
การมองโลกแง่ดีเกินไปอาจทำให้เราทุกข์ได้ด้วย เพราะจะทำให้เรามีความคาดหวังในทางบวกมากเกินไป แลเมื่อความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ ผลออกมาร้ายกว่าที่คิด คราวนี้เราจะตกอยู่ในควาวมทุกข์มหาศาล และคิดว่า "ไม่น่ามองโกลในแง่ดีเกินไปเลย"
แต่การมองโลกทั้งสองแบบก็ยังคงไม่ได้มองโลกบนพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งคู่ และทั้งสองทางก็มีโอกาสพลาดทั้งคู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปนอกจากสองตัวเลือกที่มีคือ "มองโลกแง่ร้าย" และ "มองโลกแง่ดี" แล้ว เรายังมีตัวเลือกอีกทางสำหรับคนเดินสายกลาง คือเห็นโลกอย่างที่เป็น ไม่ดีไม่ร้าย
การมองโลกในแง่ที่เป็นจริงคือ การพิจารณาทั้งแง่บวกและลบของสถานการณ์และของคนที่เราต้องไปเกี่ยวข้อองด้วย เพื่อให้เราตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความหัวงในทางที่ดี ยังคงเชื่อมั้นว่าจะมีสิงดีๆ เกิดขึ้นในอนาคต แต่หากไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ไม่ได้ตกอกตกใจเพราะความคาดหวังทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมาตั้งแต่ต้นแล้ว
ดังนั้นทั้งคนฉลาด และคนมีความสุขคือ คนเดียวกัน คนที่มีความสุขสมองจะชุ่มฉ่ำไปด้วยสารดีๆ หล่อเลี้ยงและบำรุงสมองอยู่เสมอ อยู่ในสภาวะสดใส เรียนรู้อะไรก็รวดเร็ว และคนที่ฉลาดอย่างแท้จริงจะไม่ละเลยที่จะดูแลความสุขของตัวเอง เพราะรู้ดีว่าภาวะนี้เท่านั้นที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ที่เราเป็นเจ้าของมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ยังไม่แสดงตัวออกมาเพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อเท่านั้นเอง คนฉลาดย่อมรู้ว่าเขามีหน้าที่ดูแลชีวิตให้เป็นสุขเสทอ และคนที่มีความสุขนั้นจะมีต้นทุนทางสมองสูงพอที่จะนำไปพัฒนาเป็นความฉลาดได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเมื่อสองสิ่งมาบรรจบกันพอดี เราจึงได้ข้อสรุปแสนง่ายว่า แท้จริงคนมีความสุขคือคนฉลาดนั้นเอง
บทที่ 4 : เราฝึกสมองให้สุขได้ไม่ต่างจากการบริหารร่างกาย
สมองก็เหมือนร่างกายตรงที่ว่า อะไรที่เราฝึกบ่อน ทำบ่อยก็จะทำให้เราทำสิ่งนั้นง่ายขึ้น เก่งขึ้น ถ้าเราอยากให้ร่างกายแข็งแรง เราก็ไปเล่นกีฬาออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ แต่ถ้าเราอยากมีความสุข เราก็ต้องฝึกฝนทักษะและวิธีคิดที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้น 1. ต้องยอมรับและเข้าใจว่าความทุกข์และความเครียดมีผลร้ายทำลายสมองได้จริงๆ : เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องดูแลชีวิตให้ลดเครียดและเพิ่มสุขเป็นประจำ เพราะมีงานวิจัยปรากฏชัดในปริมาณมากพอ จนเราไม่มีสิทธิ์จะเพิกเฉยอีกต่อไป ถ้าเรายังไม่ยอมรับว่า เวลาที่เครียดนั้นสมองจะถูดทำงาย เราก็จะไม่ตื่นตัว ไม่ขวนขวาย และปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปเรื่อยๆ และเครียดไปวันๆ = อริยสัจสี่
2. เรียนรู้ที่จะพูดคำว่า "ไม่" บ้าง : รู้จักต่อรองความรับผิดชอบที่"มากเกินไป" ที่เรายอมรับมาด้วยความเกรงใจ เพราะการเป็นคนยุ่งเกินไป และไม่เคยมีเวลาทำอะไรเลยนั้น เป็นอาหารชั้นดี
ของความเครียดและความทุกข์ ดังนั้นคราวหน้าหากมีใครขอให้เราทำอะไร คำตอบติดปากเราควรจะเป็น"ขอเวลาคิดดูสักนิด แล้วจะรีบให้คำตอบครับ" เพราะสมองส่วนคิดนั้นต้องใช้เวลาประมวลผลสักพักเพื่อให้งานไม่ผิดพลาด และเมื่อเราตัดสินใจดีแล้ว ก็ให้คำตอบโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ว่าคำตอบนั้นคือ"ใม่"หรือ"ได้"ก็ตาม
3. นอนหลับให้เพียงพอ : หากเรานอนน้อยกว่าคืนละหกชั่วโมงครึ่ง ศักยภาพในการต่อสู้กับความเครียดของเราจะลดลง คนนอนน้อยจะมีความอดทนต่ำในระหว่างวัน ทำให้เครียดโดยไม่มีเหตุผล ฉุนเฉียวและระเบิดอารมณ์ได้ง่ายกว่าคนที่นอนเพียงพอและคนที่นอนน้อยหว่าหกชั่วโมงครึ่งหลั่งอินซูลินมากกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 50 ดังนั้นการอดนอนจึงอาจเป็นเหตุให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้
- ลดหรืองดดูโทรทัศน์สักหนึ่งหรือสองชั่วโมงก่อนเวลานอน โดยเฉพาะรายการที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและอารมณ์แปรปรวน - เสียงดนตรีช่วยขับกล่อมให้เราเข้าสู่การนอนหลับได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเพลงบรรเลงเท่านั้น - การอาบน้ำอุ่นก่อนนอนมีผลบวกและช่วยให้หลับสบาย - การดื่มนมร้อนผสมน้ำผึ้งทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนดซโรโทนินออกมา ช่วยให้เราหลับง่ายขึ้น และถ้าหยดวนิลาลงในนมด้วยจะยิ่งดี - การฝึกสมาธิก่อนนอนแม้สั้นๆ ก็ให้ผลเกินกว่าที่คิด ลงทุนสักสิบนาที จะช่วยให้เราหลับลึกได้หลายชั่วโมง - หลายคนอาจประสบความสำเร็จในการนอนด้วยการอ่านหนังสือ แต่โปรดอ่านหนังสือที่มีเนื้อหานุ่มนวล ปลอบประโลม หรือน่าเบื่อ และหลีกเลี่ยงนิยายสืบสวนเร้าใจ หนังสือฆาตกรรม หนังสือที่อ่านแล้วติดพันไม่อยากวาง - การนวดก่อนนอนมีผลดีและทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ถ้าหาใครมานวดไม่ได้ ก็ฝึกนวดเท้าให้ตัวเองก่อนนอนก็ได้ - การรับประทานยานอนหลับมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้นอนหลัลได้เร็ว และกลับไปสู่กิจวัตรการนอนตามปกติได้ แต่ข้อเสียคืออาจตื่นขึ้นมางัวเงีย ไม่สดชื่น หรือหากรับยานานเกินไปก็อาจติดได้ - สำหรับคนหลับยากจริงๆ ถึงขนาดตาแข็งบนเตียงเป็นชั่วโมง - ขึ้นเตียงเฉพาะเวลาที่ง่วงจริงๆ เท่านั้น - ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น ห้ามทำงาน หรือทานอาหารบนเตียง - เมื่อตาแข็งค้างบนเตียงนานเป็นชั่วโมง ให้ลุกออกจากเตียงแล้วเดินไปอีกห้องหนึ่งทันที จะอ่านหนังสือ กวาดบ้าน ทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ และน่าเบื่อ แล้วกลับมาที่เตียงเมื่อง่วงเท่านั้น - ให้ตื่นเวลาเดิมเสมอทุกเช้า ห้ามเปลี่ยนไปตื่นสายขึ้นเมื่อนอนหลับช้ากว่าปกติ - งดการนอนกลางวันสักพักหนึ่ง จนกว่าจะนอนกลางคืนได้ตามปกติ 4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละสามครั้ง : คนที่ออกกำลังกายนั้นมีความสามารถในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีกว่า มีพื้นอารมณ์ที่สดชื่นแจ่มใสกว่า โอกาสเกิดโรคซึมเศร้าต่ำกว่า พูดง่ายๆว่า เป็นคนอารมณ์ดีและใจเย็นกว่าอีกกลุ่มอย่างชัดเจน การออกกำลังไม่ได้มีผลดีกับแค่อารมณ์เท่านั้น ยังช่วยปกป้องเซล์สมองจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ทำให้ดีเอ็นเอแข็งแรงขึ้นและลดการตายอัตโมัติของเซลล์ ลดโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุเกินหกสิบหน้าปีได้ถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ยังลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งทรวงอกและมะเร็งลำไส้ ลดโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน ทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินและโดพามีน ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขออกมาเลี้ยงสมอง ทำให้อารมณ์ดี และที่แน่ๆทำให้หลอดเลือดสะอาดโปร่งโล่ง และร่างกานส่งเลือดดีๆ ไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ
5. สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นประจำ : ประโยชน์อันดับต้นๆ ของการฝึกสมาธิอานาปาณสติ คือ การลดความตึงเครียด ลดระดับคอเลสเตอรอล ทำให้การนอนหลับดีขึ้น หลับได้เร็วขึ้นและหลับได้ลึกขึ้น ลดภาวะกังวลและภาวะซึมเศร้า ลดอาการปวดหัวและป้องกันไม่เกรน ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และในระยะยาวจะทำให้อายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ จากการแสกนกูสมองของพระสงฆ์สายวิปัสสนาในศาสนาพุธจำนวนเก้ารูป พบว่า กิจกรรมทางสมองได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสจับต้องสิ่งของสามมิติ แต่กิจกรรมกลับเพิ่มขึ้นในสมองส่วนหน้า คือ พรีฟรอนทัลคอรฺเท็กซซ์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคิดวิเคราะห์และการให้ความสนใจ เรียกง่ายว่า สมองส่วนคิดทำงานเต็มที่กว่าปกติ และสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับความสุขโดยตรง คืออวัยวะในสมองที่ชื่อ ซิงกิวเลทไจรัสและเบเซลแกงเกลีย ซึ่งทำงานควบคุมเกี่ยวกับอารมณ์สุข พึงพอใจ จะเริ่มต้นทำงานในลักษณะที่ส่งผลให้ร่างกายเราเริ่มผ่อนคลายและลดอารมณ์กระวนกระวายลงได้
6. หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำร้ายสมอง ซึ่งส่งผลให้อารมณ์แปรปรวน : คาเฟอีนและนิโคตินมีผลทำลายสมอง โดยจำกัดปริมาณเลือดที่จะไปเลี้ยงสมองทำให้เราแก่ก่อนวัยทั้งที่ผิวและในระดับเซลล์
7. สารอาหารชั้นดีมีคุณกับสมองที่ควรรู้จัก :
- กลุ่มวิตามิน B มีประโยชน์มากและอยู่ในอาหารประเภทโปรตีน ดังนั้นท่านที่รัยประทานมัสวิรัตควรกินวิตามินบีรวมเสริมเข้าไปด้วย - น้ำมันปลา ไขมันปลาจะช่วยเข้าไปปกป้องคุ้มครองเซลล์สมองลึกถึงในระดับเซลล์ ดูแลการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์ และการกินน้ำมันปลาเป็นประจำยังช่วยให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีความสุข ความสบายใจ ความพึงพอใจออกมา คนที่มีปริมาณเซโรโทนินในสมองสูงจะไม่ค่อยหงุดหงิดอารมณ์เสียแบบหาเหตุผลไม่ได้ มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าหดหู่ที่เป็นตัวการนำไปสู่การฆ่าตัวตาย - อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มกินวิตามินเสริมทุกชนิด 8. สร้างตารางเวลาให้การหัวเราะเป็นประจำทุกวัน : การหัวเราะมีประโยชน์ เพราะขณะที่เราหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง สมองเราก็เต็มไปด้วยสารดีๆเช่น เอนดอร์ฟิน เซโรโทนิน ซึ่งสารเหล่านี้ใช้บำบัดอาการซึมเศร้าได้ชะงัด แถมเมื่อหัวเราะบ่อยๆ สมองเราก็ถูกกระตุ้นให้สดชื่นพร้อมเรียนรู้ไปโดยอัตโนมัติอีกด้วย
ทำไมบางเรื่องอยากจำกลับลืม บางเรื่องอยากลืมกลับจำ
เรื่องไหนที่เราคิดถึงบ่ยๆ เรื่องนั้นก็ทรงพลังมากขึ้นทุกที การฝึก"ลืม"ในเรื่องที่ควรจะลืม บางคนฝึกกันทั้งชีวิตยังทำไม่ได้ เพราะต้องใช้พลังใจจริงๆ ที่ต้องไปฝืนธรรมชาติของสมองที่ชอบคิดแต่เรื่องทุกข์ ดัง้นั้นเวลาที่มีเรื่องทุกข์ก็ปล่อยให้เรื่องนั้นขึ้นมา แต่ให้มองเรื่องนั้นด้วยความรักความเข้าใจ ระหว่างนั้นก็เลือกทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขไปด้วย พน้าที่ของเราจึงจำเป็นต้องหา"เรื่องดีๆ"มาให้สมองเกาะ ด้วยการทำในสิ่งเล็กน้อยที่ช่วยให้ความสุขเล็กๆในใจของเราเบ่งบาน เมื่อพลังเชิงบวกเพิ่มขึ้น เราก็พร้อมขึ้นที่จะกลับมาไปแก้ปัญหาที่ทุกข์ ถ้าอยากลืมเรื่องที่ควรจะลืม และจำเรื่องที่ควรจะจำ ก็ต้องคอยตามความคิดของตัวเองให้ทัน ว่าเราปล่อยให้ใจเราฝึกซ้อมการคิดเรื่องทุกข์ๆ อยู่หรือไม่ ถ้ารู้ตัวก็รีบหันเกไปหาอะไรที่เรามีความสุขทำดีกว่า จะได้มีทุนดีๆให้สมอง เริ่มต้นที่ตอนจบ
คือการเริ่มต้นด้วยการมองเห็นภาพตอนจบหรือสัมฤทธิผลของเรื่อง ถามตัวเองว่า "ชีวิตนี้ไม่ได้ทำอะไรแล้วจะเสียดายที่สุด" และ"ถ้าไม่ได้ใช้เวลากับใครแล้วจะเสียดายที่สุด"
หากเราตอบคำถามเหล่านี้ได้กระจ่างชัด ก็จะพบว่ามีเวลาบางช่วงที่เราจะไม่ใช้มันอย่างที่ใช้อยู่ จะมีกิจการบางกิจการที่เราไม่เลือกจะก่อตั้ง มีเพื่อนบางคนที่เราอาจจะเลิกคย มีเงินบางก้อนที่เราจะปฏิเสธไม่รับ สารพัดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเรามีเวลาตั้งสติ และ"คิด"
2 B con .. New-Age dream
Song Name: New-age dream Lyrics by Hiroaki Hayama
たとえば 悩みに負けそうな時 みんなと 笑って 語り合って それがくだらない話でも 決まって 楽しいね
อย่างในเวลาที่เหมือนกับพ่ายแพ้ต้องความรู้สึกทุกข์ใจ ได้ยิ้มหัวเราะ แล้วก็พูดคุยกับทุกๆ คนน่ะ ถึงแม้ว่านั่นมันจะเป็นการพูดคุยที่ไร้สาระก็ตาม มันก็ต้องสนุกแน่ๆ เลยเนอะ
夜中騒がしい街を出たら たまには星空 見上げてみよう 振り返った 今日の足跡を 静かに 確かめるように
ออกมาในเมืองที่อึกทึกในกลางดึก ลองแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวในบางครั้ง หันกลับไปมองที่รอยเท้าของในวันนี้ ราวกับจะตรวจสอบให้แน่ใจอย่างเงียบเบา
間違いはない そう思えるような 瞬間を重ねえ 走って。。
เพียงให้สำเหนียกได้ว่า ไม่มีอะไรที่ผิดพลาดไป ย้ำอีกครั้งในวินาทีนั้น แล้ววิ่ง(ออกไป)
1つ 1つ の 夢 惹かれあうように 今 ここにある 出逢いを創った それはやがて 実り 花を咲かせて それぞれの胸に 消えない 想い刻んでく。。
หนึ่งเดียว เพียงความฝันหนึ่งเดียว ที่จะถือครองเอาไว้ให้ได้ เวลานี้ พบกัน(กับความฝันนั้น)โดยบังเอิญที่นี่ นั่นน่ะ จะต้องทำให้ดอกไม้ที่เก็บเอาไว้เบ่งบานขึ้นอย่างแน่นอน ในหัวใจแต่ละดวง ได้สลักเก็บความคิดที่จะไม่จางหายไปเอาไว้
たとえば 大きな喜びの時 きっと 最初に報告して それがみんなで 分かち合えれば 決まって 嬉しいね
อย่างในเวลาที่มีความสุขอยู่มากมาย จะต้องเริ่มบอกเล่า( ถึงเรื่องราวต่างๆ )อย่างแน่นอน แล้วถ้าสามารถแบ่งปันสิ่งนั้นให้กับทุกๆคนได้ จะต้องมีความสุข แน่ๆ เลยล่ะ
やるべき事をこなしていくのは 思った以上に 簡単じゃない 音も立てずに過ぎる季節に 取り残されないように
การรับมือในเรื่องที่ต้องทำอย่างสบายๆน่ะ ในเมื่อคิดเอาไว้แล้ว มันก็ไม่ง่ายเลย ในฤดูกาลที่ผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ เหมือนกับจะไม่สามารถละทิ้งเอาไว้ได้
昨日の波は 支えてもらって 明日の波は 支えて。。。
กระแสคลื่นของเมื่อวาน ถูกประคับประคองเอาไว้ และ ค้ำจุนกระบวนคลื่นของวันพรุ่งนี้ ...
幾千の希望が生み出した夢 言葉にしたら 儚いものでも 同じ道に立った お互いをみて それぞれの心に 信じる絆 繋ぐよ
หมื่นความหวัง ทำให้เกิดเป็นความฝันขึ้นมา ถ้าจะให้เป็นคำพูดล่ะก็ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ไม่ยาวนานอะไร แต่ยืนอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน แล้วมองดูซึ่งกันและกัน จากนั้นในหัวใจแต่ละดวง ยึดเหนี่ยวสายสัมพันธ์ที่เชื่อมั่นเอาไว้ไงล่ะ
笑ったり 泣いたり 傷つけてたり 素直な感情 ぶつけあえるのは きっと 10年 後も それ以上でも 変わらず 続いてる そう願って。。。
ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ ทั้งถูกทำให้เจ็บปวดเสียใจ เรื่องที่สามารถพบเจอกับมัน ด้วยความรู้สึกที่ซื่อตรงน่ะ จะเป็นสิบปีหรือมากกว่านั้น หวังว่าจะดำเนินไปและไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
1つ 1つ の 夢 惹かれあうように 今 ここにある 出逢いを創った それはやがて 実り 花を咲かせて それぞれの胸に 消えない 想い刻んでく。。
หนึ่งเดียว เพียงความฝันหนึ่งเดียว ที่ราวกับจะถือครองเอาไว้ เวลานี้ พบกัน(กับความฝันนั้น)โดยบังเอิญที่นี่ นั่นน่ะ จะต้องทำให้ดอกไม้ที่เก็บเอาไว้เบ่งบานขึ้นอย่างแน่นอน ในหัวใจแต่ละดวง ได้สลักเก็บความคิดที่จะไม่จางหายไปเอาไว้
|
|
|