Perfil de 13th: ll You're on 13th redm...FotosBlogListasMás Herramientas Ayuda

Blog


18 julio

255 : : อัจฉริยะสร้างสุข คู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและมีความสุข ., หนูดี สนิษา เรซ pt.2

บทที่ 5 : ความล้มเหลวเชิงบวก
ความล้มเหลวอาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความสำเร็จก็เป็นได้ เป็นไปได้ไหมว่า ทั้งสองสิ่งนี้คือส่วนผสมของกันและกัน ในจานสีแห่งชีวิตที่พวกเราได้รับมา
ความล้มเหลวไม่ใช่อะไรบ้าง
1. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่
 "กฎแห่งความเป็นมนุษย์"กล่าวไว้ว่า
 1. คุณจะได้เรียนรู้บทเรียนของชีวิต
 2. ในโลกนี้ไม่มีคำว่าผิดพลาด แต่จะมีเพียงบทเรียนของชีวิต
 3. บทเรียนจะถูกส่งมาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าเราจะเข้าใจมันดี
 4. ถ้าคุณไม่ยอมเรียนรู้บทเรียนง่ายๆ บทเรียนนั้นจะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ (ความเจ็บปวดเป็นวิธีหนุ่ง ที่จักรวาลใช้เรียกร้องความสนใจจากเรา )
 5. คุณจะรู้ว่าคุณเข้าใจบทเรียนัน้แล้ว เมื่อพฤติกรรมของคุณเปลี่ยนไป
 ดร.ทาล เบน ชาฮาร์กล่าวเล่นๆว่า หลักการใหญ่ๆ ของความสุขในชีวิตก็คือ เรียนรู้ที่จะล้มเหลวแล้วไม่ทุกข์นานเกินไป มองเห็นความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์ให้ได้ และถ้าจะเก่งกว่านั้น ให้ฝึกมองความล้มเหลวให้เป็นบวกให้ได้ ถ้าเราล้มแล้วยังมองเป็นเรื่องบวกได้ ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ต้องหวาดกลัว
2. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นปรากฏการณ์ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องยาวนาน เป็นเพรื่องของการวางแผนและใช้ชีวิตวันต่อวันตามแผนการนั้น ความสำเร็จจึงไม่ใช่สถานการณ์เดียวที่ตัดสินทุกอย่าง
ความล้มเหลวก็เช่นกัน ความล้มเหลวเป็นกระบวนการ เรียนรู ทดลองทำ รับผล เพียงแต่ผลบางครั้งอาจไม่ใช่ที่เราควดหัวง แต่ถ้าเรามองมันด้วยสายตาแห่งความเป็นจริง เราจะได้รูว่าเราใส่เครื่องปรุงอะไรผิดไป เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เปลี่ยนเครื่องปรุงตัวนั้น และผลครั้งต่อไปได้อย่างที่ใจเราต้องการ หากมองมุมนี้แล้ว ความล้มเหลวและความสำเร็จอาจไม่ใช่ตัวแปรในสมการคนละชุด แต่เป็นตัวแปรตามกันและกันอย่างที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงก็ได้
3. คนมักคิดว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เห็นตรงกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
คำว่าล้มเหลว มีคนๆเดียวที่จะนำไปแปะที่เหตุการณ์หนึ่งๆในชีวิจเราได้ คนๆนั้นก็คือตัวเรา ทัศนคติของเรากับความล้มเหลวเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเราที่ชัดเจนที่สุด นักวิจัยพบว่า นักธุรกิจหน้าใหม่จะพลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 ครั้ง ก่อนที่ธุรกิจนั้นจะเริ่มทำเงินและประสบความสำเร็จ ทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่ยอมแพ้สักที เป็นไปได้ไหมว่าเขามองภาพใหญ่ และมองขาดว่าการก้าวไปข้างหน้าสามก้าว และถูกผลักให้ถอยหลังมาสองก้าว พอหักลบกลบกันแล้วก็ยังเท่ากับเดินหน้าหนึ่งก้าวอยู่ดี ผลก็คือคนเหล่านี้ยังประสบความสำเร็จมากกว่ามาตรฐานคนทั่วๆไป ในที่สุดอยู่นั่นเอง
4. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นศัตรู แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ริค พิททิโน กว่าวไว้ว่า "ความล้มเหลวเป็นสิ่งดี เป็นปุ๋ย เพราะทุกสิ่งที่ผมได้เรียนมาเกี่ยวกับการเป็นโค้ช ผมเรียนรู้ผ่านความผิดพลาด" ผู้ที่เห็นความล้มเหลวเป็นศัตรูมักจะตกเป็นรองคนที่เห็นตรงข้าม เฮอร์เบิร์ต บร็อคนาว กล่าวไว้ว่า "คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลย ต้องเป็นฝ่ายรับคำสั่งจากคนที่เคยทำผิดพลาดมาก่อน" และเมื่อเราอนุญาตตัวเองที่จะล้มเหลวได้ ก็เท่ากับเราอนุญาตตัวเองที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
5. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
หากเรามองชีวิตทีละประเด็น มองเป็นเรื่องย่อยๆ หลายๆเรื่องมาประกอบกัน เราก็คงเห็นเป็นภาพเล็กๆ พอเราทำอะไรผิดพลาดไปหน่อยก็แทบตาย เพราะคิดว่าความผิดพลาดครั้งนี้คิอที่สุดของที่สุดแล้ว แต่ถ้าเรามองชีวิตเป็นภาพใหญ่ เราจะไม่คิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ เพราะเรารู้ดีว่าอนาคตยังอีกไกล ยังมีหลายเรื่องที่เราลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อีกมาห คนเทกซัสพูดว่า"ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำนมหกไปกี่แกลลอนแล้ว สิ่งสำคัญอยู่ที่แม่วัวของคุณยังมีชีวิตอยู่" อย่ามองภาพเล็ก เราเลือกที่จะร้องไห้กับนมที่เราทำหกลงพื้นดินไปแล้วก็ได้ แต่มันคงไม่มีประโยชน์มากนัก สู้หันไปมองภาพใหญ่ดีกว่า ว่าแม่วัวทั้งตัวยังยืนอยู่ข้างๆ หันไปรีดเพิ่ม จะเป็นการใช้พลังงานที่ฉลาดกว่าเยอะเลย
6. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิต แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
มนุษย์เรามีศักยภาพสูงมากในการกลับหลังหันเปลี่ยนแปลงตัวเองร้อยแปดสิบองศาแบบที่สัตว์ชนิดอื่นยากจะลอกเลียนแบบ หากองคุลิมาลซึ่งก็เป็นมนุษย์ไม่ต่างกับพวกเราทำได้เมื่อสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่พวกเราจะทำไม่ได้ในพ.ศ.นี้เช่นกัน
7. คนมักคิดว่าความล้มเหลวเป็นบทสรุปสุดท้าย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยทำผิดพลาดแม้ปต่เรื่องเดียว ยกเว้นว่าคุณจะใช้ชีวิตด้วยความระวังถึงขีดสุด ซึ่งนั่นก็แทบไม่ต่างจากการไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เลย และในกรณีนั้นก็ต้องถือว่าคุณได้"ล้มเหลว"ไปแล้วโดยปริยาย ความรู้ที่ว่าคุณจะสามารถผุดกลับมาพร้อมกับฉลาดขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น หลังจากความล้มเหลวนั้นช่วยให้คุณมั่นใจในศักยภาพในการเอาชีวิตรอดของตัวเองเป็นอย่างดี เพราะคุณไม่มีวันที่จะรู้จักตัวเองและกระชับความสัมพันธภาพกับคนรอบตัวอย่างถ่องแท้ จนกว่าจะถูกทดสอบด้วยความยากลำบากและความล้มเหลว ชีวิตเป็นสิ่งที่ยากลำบาก เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อน และเป็นสิ่งที่อยู่นกเหนือความควบคุมของมนุษย์คนใดๆ โดยสิ้นเชิง และความสามารถที่จะเข้าใจในสิ่งนี้ได้จะช่วยให้คุณมีชีวิตรอดเป็นอย่างดีท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์
The Clock of life is wound but once
and no man has the power
to tell just when the hands will stop
at late or early hour.
Now is the time you own.
Live, love and toil with a will.
Place no faith in time
For the clock may soon be still...
 
บทที่ 6 : ก่อนรักใครให้รักตัวเอง
คนรักตัวเอง คือคนที่ไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ ความบาดเจ็บ ความทรมานของตัวเอง แต่จะพยายามทุกวิถีทางที่จะเยียวยาตัวเองให้ดีที่สุด ในขณะเดียวกันคนรักตัวเองก็จะมีความเข้าใจตัวเองสูงมากว่า อะไรที่ทำให้เขามีความสุข และเขาจะเลือกทำงาน เลือกงานอดิเรกที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเขาอย่างแท้จริง คนรักตัวเองจะไม่บ่นว่าเกลียดงาน จะไม่บ่นเบื่อเซ็ง เขาดูแลร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แถมยังเข้าใจคนรอบตัวเป็นอันดี ใครๆก็อยากคุยอยากนั่งเล่นกับเขา เพราะคนคนนี้มักได้รับคำนิยามจากเพื่อนๆว่าเป็นคนใจดีน่ารัก
ความสุขของเราคือของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้แก่โลกได้ เพราะถ้าเราไม่มีความสุขแล้ว เราก็คงทำให้ใครๆมีความสุขได้ยาก ถึงทำได้ก็เป็นความสุขจอมปลอมที่หลอกตัวเองไปวันๆ และบทสรุปสุดท้ายของชีวิตก็คงไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครเท่าไร หน้าที่ของเราต่อโลกใบนี้ก็ชัดเจนว่าคือการเฝ้ามองชีวิตของเราอย่างลึกซึ้งแล้วสม่ำเสมอ ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข มีความตื่นเต้นที่จะมีชีวิตอยู่ คนชนิดไหนที่เมื่ออยู่ใกล้ๆ แล้วจะดึงเอาส่วนดีที่สุดของเราออกมา และเราก็ดึงส่วนที่ดีที่วุดของเขาออกมาเช่นกัน อะไรคิอความทุกข์ลึกๆ ที่เรากลัวมาตลอด และเราจะเปลี่ยนแปรความทุกข์นี้ให้เป็นความเข้าใจและความสุขได้อย่างไร นี่เป็นโจทย์ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องเจอ หากว่าเขามีโอกาสได้เกิมาเป็นมนุษย์สักครั้ง ไม่ว่าเขาจะรวย จน เก่ง ดัง แค่ไหนก็ตาม
 
บทที่ 7 : พกสมองไปออกเดต
ความเชื่อผิดๆ กับความเป็นจริงเรื่องรัก
1. ขอแค่คนๆนั้นโผล่มา ชีวิตฉันก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่ความจริงคือ การมีคู่ถือเป็นงานที่หนักมากทีเดียว และงานจริงๆ จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราตกลงเป็นแฟนกัยคนในฝันขอเรานั่นเอง คล้ายกับเมื่อเราพยายามมองหางานในฝันและลงมือสมัครแล้วสมัครอีก จนในที่สุดก็ได้เรียกไปสัมภาษณ์แบะก็ได้านนั้นในตอนจบ มีใครคิดบ้างไหมว่า "โอโฮ้ ดีจังเลย ฉันได้ตำแหน่งในฝันของฉันแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปฉํนก็ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว" คงไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน ในเรื่องความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นเดียวกัน งานหนักเริ่มต้นในวันที่เราคิดจะเริ่มชีวิตคู๋นั้นเอง
2. คบนานไปก็เบื่อกัน หรือรักเติบโตขึ้นทุกวัน
"อยู่ร่วมกันด้วยการทำอะไรๆร่วมกัน" คือการใช้เวลาด้วยกัน ด้วยการทำอะไรร่วมกัน เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆของคู่รักมือโปรแทบทุกคู่ การอยู่ด้วยกันเฉยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ช่วยให้รักหวานชื่นขึ้นมา แต่การมีกิจกรรมดีๆ สนุกๆ ที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับทั้งคู่เป็นตัวแปรช่วยให้ความรักยืนยงได้ดี สังเกตว่าหัวใจหลักนั้นคือ การมีความสนใจและเป้าหมายชีวิตร่วมกีน การใช้เวลาอย่างมีคุณค่าช่วยให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแทนที่จะอยู่นานยิ่งเบื่อ กลายเป็นรักเติบโตขึ้นทุกวัน
3. ทะเลาะแปลว่าจะเลิกกัน
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ทะเลาะกันไหม แต่อยู่ที่"อัตราการทะเลาะอยู่ที่เท่าไหร่" เพราะเมื่อศึกษาคู่รักที่สุขภาพจิตดีและมีความสุขในชีวิตรัก พบว่าพวกเขาจะพูดคุยกันดีๆ อะลุ่มอล่วยเข้าอกเข้าใจกันประมาณห้าครั้งต่อการทะเลาะกันหนึ่งครั้ง พูดง่ายๆว่าอัตราส่วนการทะเลาะต่ำมาก เมื่อเทียบกับคู่ที่ไม่มีความสุขหรือคู่ที่กำลังจะเลิกกัน พบว่าพวกเขาพูดจากันไม่ดี และเปอร์เซนต์การพูดจาให้กำลังใจ การพูดเพราะๆนั้นแทบไม่มีเลย
การทะเลาะกันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และไม่ได้หมายถึงการจบความสัมพันธ์เสมอไป หากเราเรียนรู้การทะเลาะอย่างสร้างสรรค์ เราก็จะไม่ต้องอดทนกับเรื่องไร้สาระ และหา"จุดพอใจร่วม"ได้โดยไม่ต้องมีใครเก็บกดอีกต่อไป
 
พกสมองเพื่อมองหาแฟน
1. หาคนร่วมประเมิน .,หากมองคนเดียว โอกาสพลาดก็มีสูง แต่โอกาสที่คนสิบคนจะมองพลาดพร้อมๆกันนั้นเป็นไปได้ยากกว่า แม้จะมีโอกาสเป็นไปได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อออกเดตอย่าพึ่งสมองของเราคนเดียว ให้ฟังคำเตือนจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัวด้วย
2. ใช้สถานการณ์เข้าช่วย .,รู้จักกันนานๆ ผ่านสถาณการณ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะสถานการณ์ที่คับขัน อย่าปิดตาแล้วมองเขาแค่ในสภาพแวดล้อมเดียวและยิ่งทิ้งเวลามองนานเท่าไร ก็ยิ่งเห็นเขาในสถานการณ์หลากหลายมากขึ้น
 
บทที่ 8 : สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ
เรามีตัวเลือกวิธีใช้ชีวิตง่ายๆแค่สองแบบเท่านั้น คือ หนึ่งใช้ชีวิตเหมือนกับว่าทุกเรื่องในโลกเป็นเรื่องื้นๆ ธรรมดาๆไม่มีอะไรพิเศษหรือน่าสนใจ หรือว่าสอง ใช้ชีวิตเหมือนกับว่าทุกเรื่องทุกสิ่งในโลกนี้ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และแม้แต่เรื่องธรรมดาที่สุดก็เป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ของจักรวาลที่กำลังแสดงตัวอยู่ตรงหน้าเราทุกวินาที ขอเพียงเรามีเวลาสังเกตจนเข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่านั้นเอง
 
วิถีคือเป้าหมาย .,คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับเป้าหมาย แต่หลงลืมไปว่าเวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตอยู่ที่วิถีในการไปถึงเป้าหมายนั้น ดังนั้นการกลับมาปรับวิถีให้เรามีความสุขขึ้นในระหว่างทาง ทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี แต่เป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่
"ปาฏิหารย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ ปาฏิหารย์ไม่ใช่การบินได้บนอากาศ แต่ปาฏิหารย์คือการเดินอยู่บนพื้นดิน และมีความสุขในทุกย่างก้าว"
 
เคล็ดลับความสุขง่ายๆ นั้นไม่มาก.. ไม่ยาก
แค่รู้ในสิ่งที่ต้องการ รับในสิ่งที่ใช่
ไขว่คว้ามนสิ่งที่คิดแล้วว่าเหมาะสม
และปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ใช่หรือเกินจำเป็น
ฟังดูเหมือนง่าย เหมือนธรรมดา
ไม่มากและไม่ยาก แต่สิ่งธรรมดา
คือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ
 
จบ...
 
หนังสือคุณหนูดี.. ถ้ามองผ่านๆ จากความรู้สึก มันเป็นหนังสือที่จัดเลย์เอาท์ได้ดูวุ่นวายสม่ำเสมอทุกเล่ม --*--
แต่จากคำพูด บทบรรยาย และความเจตนาดี คงถูกบันทึกลงอย่าอย่าสมบุรณ์ หรือมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทำให้พออ่านจริงๆ จึงเป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านไปเหมือนมีคนมาพูดมาคุยใส่หู โดยไม่ได้เอ่บทบรรยาเชิงศาสนาแนวปาฏิหารย์ จนเบื่อจะอ่าน แต่ก็มีแฝงไว้บ้างอย่างมีเหตุผลและจังหวะสมควรพอดี
 
เป็นหนังสือที่.. (คาดว่า)ได้รับประโยชน์ และดีใจที่ได้อ่าน
ขอบคุณคุณหนูดีที่เขียนขึ้นมา
ขอบคุณคำว่าอัจฉริยะที่แปะอยู่บนหน้าปก
ขอบคุณสุพิชฌาย์ที่มันอ่านแล้วทำให้รู้สึกเป็นเทรนด์อยากอ่านตาม
 
 
นอนกันเหอะ.. เนอะ